รู้จักเรา

ภาพรวมประเทศบราซิล


บราซิลเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกทั้งในแง่จำนวนประชากรและอาณาเขต เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปละตินอเมริกาและมีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นดินส่วนใหญ่ของทวีป บราซิลใช้ระบบปกครองแบบสหพันธรัฐ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 26 รัฐและเขตนครหลวง 1 เขต โดยแต่ละรัฐจะมีรัฐบาลท้องถิ่นที่บริหารปกครองแบบอิสระ สามารถแบ่งรัฐเหล่านี้ออกได้เป็น 5 ภูมิภาค (ที่มีความสำคัญเชิงวัฒนธรรมและสถิติ) กล่าวโดยรวมได้ว่าบราซิลเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลายด้าน ทั้งในแง่ทรัพยากรธรรมชาติและพันธุ์ไม้ที่มีมากมายมหาศาล ชาติพันธุ์หลากวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ การใช้อำนาจอย่างนุ่มนวลทางการเมือง และชนชั้นกลางที่กำลังรุ่งเรือง

เศรษฐกิจของบราซิลประกอบไปด้วยภาคส่วนเกษตรกรรม เหมืองแร่ การผลิต และการบริการขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนาอย่างสูง ตลอดจนชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ถือได้ว่าบราซิลเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในทวีปอเมริกาใต้ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง โดยมีการขยายอำนาจกว้างขวางขึ้นในตลาดโลกผ่านผู้เล่นสำคัญระดับโลก (บริษัทข้ามชาติ) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 เศรษฐกิจระดับมหภาคได้ค่อยๆ ทวีความมั่นคงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศและลดระดับหนี้โดยแปลงหนี้ให้เป็นตราสารหนี้สกุลเงินจริงและตราสารหนี้ในประเทศ

จนกระทั่งปี ค.ศ. 2008 บราซิลได้ผงาดขึ้นเป็นประเทศเจ้าหนี้สุทธิและได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเหมาะสมแก่การลงทุนจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 แห่ง ทว่าหลังจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในปี ค.ศ. 2007-2008 วิกฤตการณ์ทางการเงินทั่วโลกได้โถมกระหน่ำบราซิลในช่วงปี ค.ศ. 2008 อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจจะทรุดตัวเล็กน้อยจากผลกระทบนี้ แต่บราซิลสามารถหลบเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้จากมาตรการจูงใจภาครัฐและเงินลงทุนมหาศาล หลังจากที่อุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ส่งออกของบราซิลลดลงและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศตกต่ำ สินเชื่อจากภายนอกเริ่มหายากขึ้น ทั้งนี้ในช่วงปี ค.ศ. 2010 ความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุนเริ่มฟื้นตัวและการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมไต่ระดับสูงถึง 7.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากสำหรับบราซิล ด้วยเหตุนี้ทำให้ทั่วโลกหันมาจับตามองและนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักชี้ว่าบราซิลจะกลายเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ แม้การคาดการณ์นี้จะมีข้อยืนยันว่าเป็นจริงในอีกหลายปีต่อมา แต่อำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศได้ชะลอตัวและมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมแตะอยู่ที่ราว 1% ในปัจจุบัน

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเติบโตลดลงคือภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องหันมาใช้มาตรการผ่อนการตึงตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการดังกล่าวและภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ทรุดตัวทำให้การเติบโตของประเทศช้าลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการว่างงานอยู่ในระดับต่ำลงเป็นประวัติการณ์และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ซึ่งโดยมากอยู่ในระดับสูงกลับลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี บราซิลสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้โดยใช้อัตราดอกเบี้ยสูง ทว่ากลับส่งผลเสียต่อธุรกิจในประเทศ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้ค่าเงินลอยตัวซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตเมื่อเทียบกับตลาดทั่วโลก รัฐบาลได้เข้ามาแทรกแซงตลาดเงินตราระหว่างประเทศและขึ้นภาษีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศบางส่วน

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการปกครองของประเทศในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้ผลักดันให้บราซิลเติบโตและเป็นที่จับตามองของประชาคมทั่วโลก มีเสียงชื่นชมนวัตกรรมที่ช่วยเหลือและสนับสนุนประชากรผู้ยากไร้ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งได้นำไปใช้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมเกษตรและเชื้อเพลิงชีวภาพยังกลายมาเป็นโมเดลระหว่างประเทศ ฐานผู้บริโภคที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้ดึงดูดบริษัทและนักลงทุนมากมายมายังบราซิล ดังจะเห็นได้จากจำนวนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าราว 64-66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.92-1.98 ล้านล้านบาท ) ต่อปีตั้งแต่ ค.ศ. 2011

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจบราซิลเริ่มชะลอตัวในปี ค.ศ. 2014 และคาดว่าจะยังคงชะลอตัวต่อไปในปี ค.ศ. 2015 จากการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังจะนำมาใช้ (เช่น มาตรการขึ้นราคาน้ำมัน) แม้สถานการณ์นี้จะทำให้บริษัทลงทุนต่างประเทศเริ่มหมดความสนใจ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังคงอัดฉีดเงินทุนและขยายโรงงานหรือจัดทำโครงการใหม่ๆ เพื่อป้อนให้กับฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ต่อไป การชะลอตัวทางเศรษฐกิจนี้ไม่ควรนำมาซึ่งมาตรการคุ้มครองการค้า เนื่องจากมีระบบการคุ้มครองการค้าระดับสูงมากพออยู่แล้ว โดยเฉพาะในภาคการส่งออกอุตสาหกรรม นอกจากนี้ แรงกดดันจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและธุรกิจในการลดอุปสรรคด้านภาษีอากรจากวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตัวกลาง รวมทั้งการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ ยังสื่อให้เห็นว่ารัฐบาลมีแนวโน้มที่จะวางนโยบายการค้าไปในทิศทางดังกล่าว


อุตสาหกรรมหลัก

อุตสาหกรรมหลักของประเทศบราซิลประกอบไปด้วยการผลิตอลูมิเนียม ซีเมนต์ เชื้อเพลิง เครื่องจักร กระดาษ พลาสติกและเหล็ก อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคประกอบด้วยการผลิตอุปกรณ์ทำความสะอาด การผลิตและสุขอนามัยอาหาร การผลิตยาและสิ่งทอ อุตสาหกรรมสินค้าคงทนประกอบด้วยการผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือนและยานพาหนะ บริการด้านการเงินประกอบด้วยอุตสาหกรรมบริการเงินทุน นอกจากนี้ บราซิลยังเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่หลากหลายรายใหญ่ของโลก อาทิ กล้วย กาแฟ ข้าวโพด หัวน้ำส้มเข้มข้น ข้าว ถั่วเหลือง แอลกอฮอล์และอ้อย

ในแง่อื่นนอกเหนือจากเศรษฐกิจ บราซิลเป็นประเทศที่เติบโตในเชิงการเมืองและมีความโดดเด่นท่ามกลางประชาคมนานาชาติในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมายได้ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างชาติและอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะในประเทศอินเดียและจีนที่มีฐานประชากรขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโต นอกจากนี้ บราซิลยังมีบทบาทสำคัญในการเวทีโต้วาทีและการเจรจาระหว่างประเทศ โดยมากจะรับหน้าที่เป็นผู้นำหรือตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนา อาทิ การอภิปรายด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ การยื่นมือเข้าช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศเฮติหลังประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวในปี ค.ศ. 2010 การเข้าร่วมหารือกลุ่มประเทศ BRIC และเป็นผู้นำประเทศกลุ่มจี 20 ในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา (Doha Round) โดยองค์การการค้าโลก การดำเนินการนี้ได้สร้างความสนใจจากประชาคมโลกในเชิงความสามารถทางเศรษฐกิจและการเมืองที่กำลังรุ่งเรืองของบราซิล ไม่เพียงเท่านั้น การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 2014 และงานแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่จะมีขึ้นในปี ค.ศ. 2016 ยังกระตุ้นความสนใจจากชาวต่างชาติ ทั้งในวงการสื่อและนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป

บราซิลเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยหลายภูมิภาคที่มีแง่มุมและความแตกต่างเชิงวัฒนธรรมที่เด่นชัดจนในบางครั้งทำให้ยากต่อการสรุปลักษณะทั่วไป ส่วนในแง่ธุรกิจ บริษัทส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานในเมืองเซาเปาลู หากกล่าวในแง่วัฒนธรรมแล้ว ถือว่าบราซิลมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวค่อนข้างสูง มีการผสมผสานรากเหง้าในแบบยุโรปและเอเชียเข้าด้วยกันเนื่องจากมีผู้อพยพไหลบ่าเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมากในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา ความหลากหลายด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม และลักษณะนิสัยส่งผลให้ชาวบราซิลเป็นชาติพันธุ์ที่มีความซับซ้อนและมีวิถีชีวิตในแบบของตนเอง ชาวต่างชาติควรทำความเข้าใจว่าแม้ว่าชาวบราซิลจะมีนิสัยที่เป็นกันเองและให้การต้อนรับอย่างมาก แต่การอาศัยอยู่ในบราซิลอาจทำให้ตนตกใจเมื่อพบเห็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม จึงขอแนะนำให้พนักงานต่างชาติโดยเฉพาะในระดับผู้จัดการหรือผู้อำนวยการเข้าเรียนรู้วัฒนธรรมบราซิลและวิธีบรรเทาความสับสนที่อาจเกิดขึ้น ในแง่การปฏิบัติงาน ผู้บริหารระดับสูงควรทำความเข้าใจและทำความคุ้นเคยกับวิถีชีวิตแบบบราซิลเพื่อรับการสนับสนุนและแรงบันดาลใจจากพนักงานของตน

บราซิลมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของโลก แม้จะเกิดการชะลอตัวลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 แต่ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ ฐานผู้บริโภคที่กำลังเติบโต และทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลยังคงกระตุ้นความสนใจจากประชาคมโลกได้อย่างต่อเนื่อง สถิติเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญของบราซิลมีดังนี้



ที่มา : World Bank, IMF, Bacen. Elaboration: UNO

สถิติเชิงเศรษฐกิจอื่นๆ ของบราซิลมีดังนี้

ผลิตภัณฑ์มวลรวมแจกแจงตามภาคส่วน (ปี 2012)
การบริการ 67.2% อุตสาหกรรม 27.4% การเกษตร 5.4%

เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
3.79 แสนล้านเรอัล (ปี 2012)

หนี้สาธารณะสุทธิ
38.5% (ปี 2008) 42.1% (ปี 2009) 39.1% (ปี 2010) 36.4% (ปี 2011) 35.1% (ปี 2012)

มูลค่าการส่งออก
1.98 แสนล้านเรอัล (ปี 2008) 1.53 แสนล้านเรอัล (ปี 2009) 2.02 แสนล้านเรอัล (ปี 2010) 256 แสนล้าน (ปี 2011) 2.43 แสนล้านเรอัล (ปี 2012)


ดังที่กล่าวไปข้างต้น บราซิลเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกทั้งในแง่จำนวนประชากรและอาณาเขต และเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในแง่ขนาดตลาดและผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งหมด โดยเป็นรองเพียงประเทศจีน

ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บราซิลถือเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีพลวัตสูงที่สุดตลาดหนึ่งของโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเกิดจากความสมานฉันท์ในสังคมผ่านนโยบายการกระจายรายได้และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นสูตรสำเร็จทางเศรษฐกิจที่ส่งให้บราซิลผงาดขึ้นเป็นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก

ด้วยตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่และเจริญรุ่งเรืองกอปรกับความหลากหลายที่มีสูง ทำให้บราซิลสามารถรวมเศรษฐกิจมหภาคให้มีความเป็นปึกแผ่นและขึ้นรั้งตำแหน่งประเทศเจ้าหนี้สุทธิได้ในปี ค.ศ. 2010 โดยสามารถชำระหนี้ทั้งหมดให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ลดสัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมสุทธิลงต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 35% และสะสมกองทุนสำรองระหว่างประเทศได้ถึง 3.8 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 11.4 ล้านล้านบาท)

โครงการให้เงินช่วยเหลืออย่างมีเงื่อนไขแก่ครอบครัว เช่น โครงการ Bolsa Família (“เงินทุนครอบครัว”) ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติได้ช่วยชาวบราซิล 40 ล้านคนให้พ้นจากความยากไร้และก้าวเข้าสู่สถานะชนชั้นกลางที่กำลังเติบโต ในปัจจุบัน ระดับรายได้ที่เรียกว่าชั้นซี (C Class) ในบราซิลมีสัดส่วนประชากรถึง 55% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 105 ล้านคนในปี ค.ศ. 2011 เป็น 118 ล้านคนในปี ค.ศ. 2014

ในภาคการผลิตขั้นสูง บราซิลภาคภูมิใจในการเป็นฐานการผลิตให้กับผู้รับจ้างผลิตสินค้าภายใต้การอนุญาตของเจ้าของแบรนด์ข้ามชาติ ตลอดจนบุคลากรผู้มีความสามารถในประเทศด้านอวกาศ ยานยนต์ สินค้าทุน เคมีภัณฑ์ สินค้าก่อสร้าง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิศวกรรม เทคโนโลยีข้อมูลและการสื่อสาร ชีววิทยาศาสตร์ น้ำมันและก๊าซ นอกจากนี้ยังเป็นฐานอุตสาหกรรมการบริการระดับโลก อาทิ การก่อสร้าง วิศวกรรม และบริการด้านการเงินและธุรกิจ

อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศถือได้ว่ามีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยพื้นที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่กว้างขวางและสามารถขยายตัวต่อได้ ส่งผลให้เกิดการเติบโตที่สดใส นอกจากนี้ยังสามารถแข่งขันในเชิงสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างดี อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ฝ้าย และอ้อย รวมทั้งผลิตภัณฑ์เกษตรเฉพาะทาง เช่น กาแฟและเนื้อสัตว์ การปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้นำเศรษฐกิจเข้าสู่การเติบโตและภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคงซึ่งเหมาะสำหรับการดำเนินธุรกิจ และยังเปิดกว้างรับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติและเป็นที่ตั้งของบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่มากมาย

ภาคบริการของประเทศมีความสำคัญคิดเป็นสัดส่วน 65% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมและทวีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจ ผุดโอกาสการจ้างงานที่เพิ่มมากขึ้นในภาคส่วนนี้ และการบริการในภาคอุตสาหกรรมเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นว่าเป็นส่วนที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมในภาครวมและรัฐบาลควรวางนโยบายเฉพาะสำหรับภาคบริการนี้ ทั้งนี้ บราซิลได้ทำการส่งออกการบริการในจำนวนที่มากขึ้น


แนวโน้มปัจจุบัน

  • ตลาดทุนและการเงินของบราซิลมีการเปลี่ยนแปลงเชิงข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ Bovespa โดยมีการตั้งกฎธรรมาภิบาลใหม่ที่เรียกว่า Novo Mercado การปรับปรุงตัวชี้วัดเศรษฐกิจระดับมหภาคส่งผลให้ผลตอบแทนตราสารภาครัฐลดต่ำลง ทั้งนี้ บราซิลเป็นตลาดกองทุนบริหารความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในทวีปละตินอเมริกา
  • โครงการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ (PAC): โครงการแรก (ค.ศ. 2007-2010) ก่อให้เกิดการลงทุนทั่วประเทศในเชิงรายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นกว่า 2.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.1 ล้านล้านบาท) ในขณะที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าโครงการที่สอง (ค.ศ. 2011-2014) จะสามารถสร้างการลงทุนได้สูงถึง 8.7 แสนล้านเรอัล (ราว 11 ล้านล้านบาท)
  • นโยบายการคลัง การจัดการหนี้ให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืน และการปฏิรูปโครงสร้าง มีการวางนโยบายการคลังจากรายรับของรัฐที่ไม่ใช่ตัวเงินซึ่งสูงเกินรายจ่ายมากอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลกลางได้นำระบบผลประโยชน์ทางภาษีมาใช้เพื่อบรรเทาความเหลื่อมล้ำและปัญหาความยากจน
  • การปฏิรูปเศรษฐกิจระดับจุลภาคและข้อบังคับในตลาด มีการปฏิรูปการปกครองและการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันเพื่อรักษากฎของตลาดให้มีความเสถียรภาพ
  • ความเสี่ยงของภาครัฐและระดับการลงทุน แม้เศรษฐกิจของบราซิลจะคงเสถียรภาพได้อย่างหนักแน่นและมีความเสี่ยงของภาครัฐต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปในปี ค.ศ. 2014 โดยภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการขาดนโยบายเชิงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ชัดเจนส่งผลให้ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจลดลง และนำมาซึ่งความกังวลใจต่อนักลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้
  • ฐานผู้บริโภคที่กำลังเติบโต การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องช่วยกระตุ้นความมั่นใจของผู้บริโภคชาวบราซิล ส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ระบบคมนาคมขนส่งของบราซิลขยายครอบคลุมพื้นที่เกือบทั่วประเทศ ทว่ากลับมีคุณภาพในระดับปานกลางถึงต่ำ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทางการเงินในภาคเอกชนและประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งได้ทำการร้องเรียนต่อรัฐบาลให้อัดฉีดการลงทุนหรือแปรรูปการสร้างทางหลวง ทางรถไฟ สนามบินและท่าเรือ รัฐบาลกลางได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีต่อความเจริญก้าวหน้าของบราซิลและได้จัดทำโครงการขนาดใหญ่ขึ้น 2 โครงการคือโครงการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ (PAC) ในปี ค.ศ. 2007 ที่ภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน และโครงการลงทุนระบบจัดการการขนส่งสินค้าที่มีขึ้นในปี ค.ศ. 2012 เพื่อเปิดเสรีตลาดให้เอกชนได้เข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้วย

การขนส่งสินค้าในบราซิลประกอบไปด้วยโครงสร้าง (ค.ศ. 2010) ที่เป็นสัดส่วน ดังนี้ ทางบก 58% ทางรถไฟ 25% ทางน้ำ (ทางทะเลและเส้นทางน้ำบนบก) 13% และทางอากาศ 14%

แผนการจัดการการขนส่งสินค้าระยะยาวของบราซิลมุ่งเน้นการวางเครือข่ายการคมนาคมขนส่งที่ทันสมัย ครบวงจร และมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง โดยลดต้นทุนในการลำเลียงสินค้าลงอย่างน้อย 30% ภายในปี ค.ศ. 2020 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 7.5 ล้านล้านบาท) วัตถุประสงค์ในแผนครั้งนี้คือการขยายเส้นทางหลวง 7,500 กิโลเมตร สร้างทางรถไฟยาว 10,000 กิโลเมตร ปรับปรุงท่าเรือเดิม (ทางทะเลและเส้นทางน้ำบนบก) พร้อมสร้างท่าเรือใหม่ ตลอดจนการพัฒนาสนามบินในประเทศ 270 แห่ง

แนวโน้มอีกประการหนึ่งที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาคือระบบการจัดการการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาด้านความปลอดภัยในการขนส่งเนื่องจากเกิดเหตุปล้นชิงทรัพย์และลักทรัพย์สูงมาก จึงทำให้มีตัวเลือกในการขนส่งน้อยและต้นทุนในการประกันสินค้ามีมูลค่าอยู่ในระดับที่สูงมาก ในบางครั้งบริษัทจำต้องแบ่งการลำเลียงสินค้าออกเป็นชุดย่อยเพื่อลดความเสี่ยงในระหว่างขนส่งนี้

ปัจจุบัน บราซิลต้องการการลงทุนในท่าเรือเป็นมูลค่าดังนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (PND II) 3.8 พันล้านเรอัล (ราว 4.82 หมื่นล้านบาท) การลงทุนใหม่ในการเช่าซื้อ สัมปทาน และท่าเรือส่วนตัว 5.42 หมื่นล้านเรอัล (ราว 6.9 แสนล้านบาท)

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีการให้สัมปทานสนามบินขนาดใหญ่ 2 แห่งคือสนามบิน Galeão ในเมืองรีโอเดจาเนโรและสนามบิน Confins ในเมืองเบโล ฮอรีซอนเต รวมทั้งแผนการลงทุนภายใต้โครงการ PAC เพื่อปรับโครงสร้างเครือข่ายสนามบินในประเทศมูลค่า 9.2 หมื่นล้านเรอัล (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) โดยโครงการหลังได้รวมการปรับปรุงการขยายลานบิน อาคารผู้โดยสารและลานภายใน รวมทั้งการซื้อรถดับเพลิงอีกด้วย

เนื่องด้วยรายได้ของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีประชาชนเลือกการเดินทางโดยเครื่องบินแทนรถประจำทางเพิ่มมากขึ้นและยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นจาก 71 ล้านคนเป็น 100 ล้านคน อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันของสายการบินที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินค่อยๆ ลดลง

ที่มา : Apex ค.ศ. 2014

ทางหลวงเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในบราซิล ทว่ามีต้นทุนและความเสี่ยงสูง อาทิ สินค้าสูญหายหรือชำรุดระหว่างการขนส่ง ดังนั้นจึงมีการใช้เส้นทางเดินถนนแม้ในการลำเลียงสินค้าทางไกล ด้วยเหตุผลที่ว่ายังขาดเส้นทางเดินรถไฟและมีการใช้การขนส่งชายฝั่งทะเลระหว่างท่าเรือน้อยอยู่ (เนื่องจากกฎระเบียบที่ซับซ้อน) แต่สถานการณ์นี้จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีนี้เนื่องจากมีการใช้ระบบขนส่งสินค้าชายฝั่งทะเลมากขึ้นและมีการลงทุนสร้างทางรถไฟใหม่ๆ

ในปี ค.ศ. 2012 รัฐบาลได้จัดทำแพ็คเกจการลงทุนระบบการจัดการการขนส่งสินค้าใหม่ที่เรียกว่า “Programa de Investimentos em Logística” ด้วยมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1.33 แสนล้านเรอัล (ราว 1.7 ล้านล้านบาท) โดยจะใช้เม็ดเงิน 7.9 หมื่นล้านเรอัล (ราว 1 ล้านล้านบาท) ในช่วง 5 ปีแรก นอกจากนี้ยังรวมการลงทุนปรับปรุงสร้างทางหลวงเดิมยาว 5,700 กิโลเมตรมูลค่า 4.2 หมื่นล้านเรอัล (ราว 5.3 แสนล้านบาท) ทั้งนี้ ทางหลวงสายสำคัญมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากขาดเงินลงทุนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมานั่นเอง

ที่มา : Apex ค.ศ. 2014

การก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่น่าจะช่วยให้การลำเลียงถั่วเหลืองจากภาคตะวันตกไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออกเฉียงใต้เป็นไปด้วยดี โดยปัจจุบันมูลค่าการสูญเสียถั่วเหลืองในระหว่างการขนส่ง (จากภาคตะวันตกไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออกเฉียงใต้) สูงถึง 6.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2 แสนล้านบาท) และมีต้นทุนราว 130-150 ดอลลาร์ต่อตัน (3.900-4,500 บาท) รัฐบาลได้นำแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่มาดำเนินงานซึ่งรวมถึงการลงทุนก่อสร้างทางรถไฟ 9.1 หมื่นล้านเรอัล (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในอีก 25 ปีข้างหน้าและ 5.6 หมื่นล้านเรอัล (ราว 7 แสนล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเผยว่าการลงทุนเหล่านี้น่าจะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเกษตรทางรถไฟลดลงราว 30% และภายในปี ค.ศ. 2018 จะมีการสร้างทางรถไฟสายใหม่ยาว 10,000 กิโลเมตร

ที่มา : Apex ค.ศ. 2014

แม้ว่าบราซิลจะมีท่าเรือหลายแห่ง แต่มีเพียงส่วนน้อยที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงและมีการวางโครงสร้างเอาไว้อย่างดีในระดับมาตรฐานสากล ปัจจัยที่บริษัทเลือกพิจารณาท่าเรือที่จะใช้นั้นขึ้นอยู่กับต้นทุนการขนส่ง ความรวดเร็วในการขนส่ง และปัญหาด้านภาษี รัฐต่างๆ เคยเสนอภาษีภาครัฐที่ต่ำลง (โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มระดับรัฐจากข้อมูล ICMS) เพื่อดึงดูดบริษัทและการเคลื่อนย้ายสินค้าไปยังท่าเรือ อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 2012 มีการออกร่างกฎหมายท่าเรือใหม่เพื่อยุติ “สงครามท่าเรือ” โดยพยายามปรับ ICMS ที่รัฐเป็นผู้จัดเก็บให้สอดคล้องกัน เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจทางการเงินในการเลือกท่าเรือที่จะใช้ เช่น Vitória (ในเอสปิริโต ซานโต) หรือ Itajaí (ในซานตา คาตารินา) แล้ว บริษัทจึงเลือกพิจารณาการตัดสินใจใช้ท่าเรือตามระยะทาง ระยะเวลา และต้นทุนมากขึ้น

ท่าเรือในบราซิลเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงกว่าท่าเรือส่วนใหญ่ทั่วโลก ทั้งยังมกระบวนการขนส่งสินค้าได้ช้ากว่าและมีปัญหาในการตอบสนองให้ทันอุปสงค์ตลาดที่เติบโตขึ้น ตัวอย่างเช่น กำลังการผลิตถั่วเหลืองและข้าวโพดของประเทศกำลังจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่สามารถเติบโตได้เท่าที่ระบบการจัดการการขนส่งสินค้าจะเอื้ออำนวยเท่านั้น ท่าเรือทั่วไปปฏิบัติงานตามกำลังการดำเนินงานอย่างเต็มที่แล้ว เช่น หลังช่วงฤดูเก็บเกี่ยว จะมีรถบรรทุกที่บรรจุสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าอื่นๆ เต็มคันรถและจอดออกันเต็มถนนที่มุ่งหน้าสู่ท่าเรือ รถบรรทุกเหล่านี้ส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลารอเข้าสู่ท่าเรือหลายวัน จึงจะสามารถลำเลียงสินค้าขึ้นเรือได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการจราจรแน่นขนัดในทางน้ำริมท่าเรือ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือปัญหาด้านการจัดการการขนส่งสินค้าในบราซิลไม่เพียงเพิ่มต้นทุนสินค้าส่งออกเท่านั้น แต่ยังเป็นการจำกัดปริมาณสินค้าส่งออกอีกด้วย เนื่องจากขาดศักยภาพในการลำเลียงสินค้าเกษตรหลังเก็บเกี่ยวที่เพิ่มจำนวนขึ้นได้ทัน



ที่มา : Apex ค.ศ. 2014

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่าบราซิลต้องการเม็ดเงินลงทุนมหาศาลด้านระบบคมนาคมขนส่งเพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกและลดต้นทุนที่สำคัญของธุรกิจโดยรวม องค์กรภาคเอกชนหลายแห่ง เช่น CNI, FIESP และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่างๆ ได้เตรียมการศึกษาค้นคว้าหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเดิมและความต้องการเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งรัฐบาลบราซิลได้ค่อยๆ ตอบสนองปัญหาด้านนี้โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะอัดฉีดการลงทุนให้มากขึ้น