รู้จักเรา


ความสัมพันธ์กับไทย

ไทยและบราซิลได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตแบบทวิภาคีกันมาช้านานตั้งแต่ ค.ศ. 1959 และความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในปี ค.ศ. 2004 ช่วงการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ที่จัดขึ้นในเมืองเซาเปาลู ประธานาธิบดีบราซิลและนายกรัฐมนตรีของไทยได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ 3 ฉบับคือฉบับแรกว่าด้วยสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ฉบับที่สองว่าด้วยกีฬา และบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อความร่วมมือระดับทวิภาคีแบบผสม

ในแง่ของความสัมพันธ์ทางการทูตนั้น ทั้งสองประเทศต่างดำเนินความสัมพันธ์อย่างราบรื่นโดยไร้ซึ่งการแบ่งแยก หรือข้อขัดแย้งทางการเมืองใด ๆ รัฐบาลบราซิลไม่เคยกล่าวแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ความไม่สงบและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย ดังที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ จึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าบราซิลจะเข้าแทรกแซงความสัมพันธ์ทางการทูตและการเมืองของประเทศไทยแต่อย่างใด

ไทยและบราซิลมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นแต่ไม่ใกล้ชิดนัก ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2502 (ค.ศ. 1959) รวมระยะเวลา 56 ปี โดยไทยจัดให้บราซิลเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ (strategic post) ปัจจุบันนายพิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย นายกำแหง กล้าสุคนธ์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครเซาเปาลู และพันเอก ณัฐพงศ์ ขวัญอ่อน เป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร (ซึ่งสำนักงานผู้ช่วยทูต ฝ่ายทหารก่อตั้งเมื่อเดือน ก.ค. 2551) นางทรรศนีย์ วันเดอร์ลีย์ วานิค เดอ ซูซา เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครเซาเปาลู และนาย Daniel Andre Sauer เป็นกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครรีโอเดจาเนโร นอกจากนี้ นายสมเกียรติ เทพพันธ์กุลงาม เป็นผู้แทนบริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) สำนักงานนครรีโอเนจาเนโร และ น.ส. Vivian Nakagawa เป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นฝ่ายการตลาดของ ททท. สำนักงานนครเซาเปาลู

บราซิลได้แต่งตั้งให้นาย Gilberto Fonseca Guimarães de Moura เป็น ออท. บราซิล /ปทท. นาวาอากาศเอก Flávio Eduardo Mendonça Rarraf เป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร/ปทท. คนแรก ซึ่งมีถิ่นพำนัก ณ กรุงจาการ์ตา และนางจิรัฐา ถาวรว่องวงศ์ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ จังหวัดภูเก็ต

ทั้งสองประเทศมีกลไกในการหารือความร่วมมือระหว่างกัน คือ

  1. คณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission : JC)
    ในระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดประชุมปีละครั้งหรือในเวลาที่ ตกลงกันโดยมีการประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง (ครั้งล่าสุด จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2555 ที่กรุงบราซิเลีย)
  2. การหารือทางการเมืองในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน (Political Consultations on Matters of Common Interest)
    โดยเปิดกว้างสำหรับระดับของหัวหน้าคณะ ซึ่งมีกำหนดจัดประชุมทุก 2 ปี เพื่อหารือประเด็นทวิภาคีในทุกด้านซึ่งรวมถึงการเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศบราซิล เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกในวันที่ 11 มิ.ย. 2558 ที่กรุงบราซิเลีย

ไทยกับบราซิลมีการแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญในระดับพระราชวงศ์ ได้แก่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จฯ เยือนบราซิลในปี 2536 และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนบราซิลในปี 2535, 2543, 2553 และล่าสุดเดือน มิ.ย. 2555 เพื่อทรงเข้าร่วม การประชุม Rio+ 20 แต่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงของรัฐบาลระหว่างกันไม่บ่อยนัก โดยที่ผ่านมา นรม. ไทยเยือนบราซิล 2 ครั้ง ในปี 2547 (พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร) และ 2552 (นายชวน หลีกภัย) แต่ยังไม่มีผู้นำบราซิลเยือนไทย รมว.กต. (นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) เยือนบราซิลอย่างเป็นทางการ วันที่ 15–18 ส.ค. 2555 และระหว่างวันที่ 21–23 เม.ย. 2558 รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา (นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร) เข้าร่วมงาน World Travel Mart Latin America ที่นครเซาเปาลู ในขณะที่นาย Alcides Prates ผู้แทนพิเศษของ ปธน. บราซิลเยือนไทยเมื่อเดือน ก.พ. 2556 ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 – 13 ส.ค. 2558 รมว. กระทรวงแรงงาน (พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์) เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน World Skills Sao Paulo 2015 ณ นครเซาเปาลู

รัฐบาลบราซิลแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์การเมืองไทย ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าบริหารประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 แต่ก็ไม่มีปฏิกริยาเพิ่มเติมและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งนี้ นาง Dilma Rousseff ปธน. บราซิลได้มีข้อความถวายพระพร ชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธ.ค. 2557 และได้เชิญ นรม. เข้าร่วมพิธีรับตำแหน่ง ปธน. บราซิลสมัยที่ 2 ของตน ในวันที่ 1 ม.ค. 2558 ซึ่งรัฐบาลไทยได้มอบหมายให้ ออท. ณ กรุงบราซิเลีย เป็นผู้แทน (หนังสือเชิญจาก ปธน. บราซิลมาถึงหลังวันที่ 1 ม.ค. 2558)

ในพิธียื่นพระราชสาส์นฯ ของ ออท. ณ กรุงบราซิเลีย ต่อ ปธน. บราซิลเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2557 นาง Dilma Rousseff ปธน. บราซิล ได้ตอบรับการเยือนไทยอย่างเป็นทางการในช่วงการดำรงตำแหน่ง ปธน. เป็นสมัยที่ 2 (วาระปี 2558 – 2561) และนาย Luiz Alberto Figuereido Machado รมว.กต. บราซิลในขณะนั้น ได้ตอบรับการเยือนไทยอย่างเป็นทางการในปี 2558 ตามคำเชิญของ ออท. ณ กรุงบราซิเลีย อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2558 รมว.กต. บราซิล ได้เปลี่ยนเป็นนาย Mauro Vieira ซึ่งเคยเป็น ออท. ณ กรุงวอชิงตัน

รอง นรม./รมว.กต. (พลเอก ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร) ได้มีหนังสือลงวันที่ 18 มี.ค. 2558 เชิญให้ นาย Mauro Vieira รมว.กต. บราซิล เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการโดยเป็นแขกของ รอง นรม./รมว.กต. ซึ่ง กต. บราซิลได้มีหนังสือกลางลงวันที่ 17 เม.ย. 2557 แจ้งว่า รมว.กต. บราซิลขอขอบคุณในคำเชิญ และมีความประสงค์ที่จะเยือนไทยในช่วงเวลาที่โอกาสอำนวย

บราซิลและไทยต่างเป็นประเทศที่มีรายได้ในระดับกลางค่อนข้างไปทางสูง และมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของไทยมีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของบราซิล ทั้งสองประเทศมีอุตสาหกรรมเฉพาะทางขนาดใหญ่ที่พัฒนาแล้ว เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร ยานยนต์ และเครื่องจักร เป็นต้น อุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่และถือเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคของตน กล่าวคือ ประชาคม Mercosur และ ASEAN ตามลำดับ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองประเทศมีบทบาทสำคัญเชิงการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคและสายการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

ทั้งไทยและบราซิลได้ร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมและตลาดเอทานอล ผู้เชี่ยวชาญของบราซิลได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทยในการส่งเสริมการผลิตเอทานอลในประเทศไทย ด้วยเงินทุนจากบริษัทน้ำตาล ขณะเดียวกัน บริษัทปิโตรเลียมแห่งชาติก็ได้เริ่มทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตเอทานอลโดยมุ่งเน้นการใช้ผสมกับน้ำมันปกติ รัฐบาลทั้งสองประเทศได้จัดการลงบันทึกความเข้าใจระหว่างธนาคารพัฒนาแห่งชาติ BNDES และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย


การค้าไทยและบราซิล

ต่างเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ซึ่งกันและกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลาตินอเมริกา และบราซิลเป็นคู่ค้าอันดับที่ 26 ของไทยกับโลก โดยในปี 2557 มูลค่าการค้ารวมคิดเป็น 4,052.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 3.92 เมื่อเทียบกับปี 2556 ไทยส่งออกเป็นมูลค่า 1,935.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบราซิลเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 25 ของไทยกับโลกในปี 2557 ในขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากบราซิลเป็นมูลค่า 2,116.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบราซิลเป็นตลาดนำเข้าอันดับที่ 25 ของไทยกับโลก ทั้งนี้ ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 181.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. รถยนต์และส่วนประกอบ
  2. ยางพารา
  3. เครื่องยนต์สันดาปภายใน
  4. เม็ดพลาสติก
  5. เครื่องจักรกล
  6. รถจักรยานยนต์
  7. เหล็ก
  8. ผลิตภัณฑ์ยาง
  9. เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ
  10. ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์

สินค้านำเข้า ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบสำหรับป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช
  2. เหล็ก
  3. สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
  4. ด้ายและเส้นใย
  5. ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
  6. เครื่องจักรกล
  7. เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ
  8. เคมีภัณฑ์
  9. ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม
  10. สินแร่โลหะอื่นๆ

โดยที่รัฐบาลบราซิลมีนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ สินค้าของไทยหลายรายการถูกรัฐบาลบราซิลใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ได้แก่

  1. ยางรถยนต์
  2. ยางรถบรรทุก
  3. ยางรถจักรยานยนต์
  4. เส้นด้ายวิสโคส
  5. เส้นด้ายไนล่อน
  6. เม็ดพลาสติกโพลีคาร์บอเนต

รวมทั้งสินค้าเครื่องชามเซรามิกของไทยถูกตรวจสอบคุณสมบัติด้านแหล่งกำเนิดสินค้าด้วยเช่นกัน โดยกระทรวงการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าต่างประเทศของบราซิล โดยเฉพาะกรมป้องกันการค้า (Department of Commercial Defense: DECOM) เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ


อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสำหรับภาคเอกชนไทยต่อบราซิล

การผลิต

  1. ยานยนต์
  2. อะไหล่รถยนต์
  3. สินค้าด้านวิทยาศาสตร์เชิงสุขภาพ (Life Science)
  4. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  5. เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สปา
  6. ยารักษาโรคและยาสมุนไพร
  7. เครื่องมือแพทย์
  8. เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบทันสมัย
  9. ชิ้นส่วน/อะไหล่เครื่องบิน
  10. น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
  11. พลังงานหมุนเวียน
  12. อุตสาหกรรมอาหาร
  13. ยางพารา
  14. ยางรถยนต์และยางรถบรรทุก
  15. เม็ดพลาสติก

การบริการ

  1. การท่องเที่ยว
  2. การบริหารจัดการโรงแรม
  3. การลงทุนในภาคการเงิน

อสังหาริมทรัพย์

  1. การก่อสร้าง
  2. วัสดุก่อสร้าง

การลงทุนของบราซิลในไทย

ปัจจุบันมีบุคคลสัญชาติบราซิลถือหุ้นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยแล้ว 33 ราย เป็นมูลค่ารวมประมาณ 150 ล้านบาท และมีบริษัทร่วมทุนระหว่างบราซิลกับสหรัฐฯ ชื่อ Asian Production & Services Ltd. ซึ่งผลิต wire assembly จำนวน 1 โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างปี 2513 – 2553 โดยมีมูลค่าลงทุน 3 ล้านบาท และบริษัท Interman จำกัด ภายใต้ Jacto Group ได้เข้ามาลงทุนเพื่อผลิตเครื่องพ่นสารเคมีแบบสะพายหลัง โดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง

ส่วนการลงทุนของไทยในบราซิล ได้แก่

  1. เมื่อปลายปี 2556 บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) ได้ตัดสินใจร่วมลงทุนกับบริษัท BG Group ของอังกฤษ และได้รับสัมปทานในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งรัฐรีโอเดจาเนโร
  2. บริษัทแคล–คอมพ์ อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Cal-Comp Electronics (Thailand) PLC) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยกับไต้หวันที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยรายแรกที่เข้าไปลงทุน และเปิดโรงงานที่เมืองมาเนาส์ รัฐอามาโซนัสตั้งแต่ปี 2554 บริษัทฯ ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ แผงวงจรคอมพิวเตอร์ และกล่องรับสัญญาณดาวเทียม โดยจ้างงานชาวบราซิล 1,500 คน และชาวไทย 50 คน และได้เปิดโรงงานเพิ่ม 1 แห่งในเดือน ก.ย. 2557 บริษัทฯ มีรายได้ตลอดปี 2555 สูงถึง 12,000 ล้านบาท
  3. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อกิจการโรงแรม 2 แห่งในบราซิล ได้แก่ Tivoli ที่นครเซาเปาลู และ Tivoli ที่เมืองซัลวาดอร์ รวมทั้งการให้บริการแบรนด์สปา Anantara เมื่อปลายเดือน ม.ค. 2558

ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างไทย-บราซิลยังมีให้เห็นไม่มากนัก สองประเทศนี้ยังมีความแตกต่างค่อนข้างสูง ทั้งในแง่ศาสนา นโยบายเชิงเศรษฐกิจและการเมือง ความแตกต่างเชิงวัฒนธรรมยังอยู่ในระดับที่สูงมาก แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันก็ตาม อาทิ อิทธิพลจากสภาพภูมิอากาศเขตร้อนและศาสนาที่มีต่อวัฒนธรรมในชาติ ประชากรของทั้งสองประเทศมีความเป็นมิตรและต้อนรับชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก และเปิดใจกว้างรับนักท่องเที่ยว ทั้งสองประเทศตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เอื้อประโยชน์ในแง่ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ประชากรของทั้งสองประเทศมีวิถีชีวิตบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน

เนื่องด้วยการปฏิสัมพันธ์ที่มีไม่มากระหว่างประชากรของทั้งสองประเทศ ทำให้เกิดทัศนคติเชิงเหมารวมได้มากและต่างฝ่ายต่างไม่มีความรู้ความเข้าใจกับอีกฝ่ายมากนัก แม้จะมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยผ่านรายการท่องเที่ยวและรายการข่าวหลายรายการทางโทรทัศน์ของบราซิลอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีการกล่าวถึงประเทศไทยในละครยอดนิยมของบราซิลแต่อย่างใด จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าการปรากฏตัวและอ้างอิงถึงประเทศไทยในรายการโทรทัศน์จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวบราซิลเดินทางมาเยือนประเทศไทยมากขึ้น หรืออาจร่วมทำธุรกิจในประเทศได้อีกด้วย ดังเช่นตัวอย่างการอ้างถึง 2 ประเทศใน 2 กรณีคือการกล่าวถึงตุรกีในละครเรื่อง "Salve Jorge" และการกล่าวถึงอินเดียในละครเรื่อง "Caminho das Indias" และในละครเรื่องใหม่ "Rio Babilônia" ที่กำลังจะออกฉายได้มีการถ่ายทำในดูไบ หากมองในภาพรวม พบว่าชาวบราซิลมีความสนใจในวัฒนธรรมไทยเพิ่มมากขึ้น และเช่นเดียวกัน ชาวไทยก็น่าจะเริ่มสนใจเกี่ยวกับบราซิลมากขึ้น โดยเฉพาะจากการแข่งขันฟุตบอลโลก การท่องเที่ยว และขบวนพาเหรดในงานคาร์นิวัล

ไทยและบราซิลยังไม่มีข้อตกลงทางการค้าร่วมกันและจากข้อมูลภายในของรัฐบาลบราซิลและไทย พบว่ายังไม่มีแผนการร่วมลงนามข้อตกลงในขณะนี้ แต่ละประเทศต่างมุ่งเน้นไปที่ข้อตกลงทางการค้าในภูมิภาคของตน โดยเฉพาะไทยที่มุ่งเน้นไปที่ข้อตกลงระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน ในขณะนี้บราซิลกำลังพิจารณาข้อตกลงทางการค้าเสรีกับหลายๆ ประเทศ แต่ยังไม่มีความคืบหน้ากับประเทศใดทั้งสิ้น ยกเว้นข้อตกลงการค้าเสรีในกลุ่ม EU-Mercosur ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญตั้งแต่ ค.ศ. 2013

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีทั้ง 3 ฉบับดังที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีการลงนามข้อตกลงอื่นอีก 2 ฉบับว่าด้วยโครงการการสนับสนุนทางการเงินระดับชาติและการผลิตเอทานอล โครงการเอทานอลประสบความสำเร็จอย่างสวยงามโดย UNICA หรือสมาคมเอทานอลแห่งบราซิลได้เสนอให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลไทยในการเพิ่มกำลังการผลิตเอทานอลระดับชาติและกำหนดอัตราส่วนผสมน้ำมัน


ไทยและบราซิลได้ลงนามข้อตกลงระหว่างกันหลายฉบับ ดังนี้

  1. ความตกลงทางการค้า
  2. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ
  3. ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ
  4. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กับสมาพันธ์การค้าแห่งชาติบราซิล (The National Confederation of Commerce)
  5. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตรา สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต และราชการ
  6. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา
  7. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี
  8. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยน ข้อมูลระบบการทำงานและการให้สิ้นเชื่อเพื่อการส่งออกและนำเข้า ระหว่างธนาคารเพื่อ การส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธนส.) กับธนาคารแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติบราซิล (Banco Nacional de Desenvovimento Economico e Social – BNDES)
  9. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกีฬา
  10. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช
  11. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคี
  12. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการหารือทางการเมืองในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน

ข้อตกลงว่าด้วยมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS)

ข้อตกลงว่าด้วยเรื่องความร่วมมือเชิงเทคนิคเกี่ยวกับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างไทยและบราซิลมีการลงนามในปี ค.ศ. 2004 และผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาในปี ค.ศ. 2006 (ผ่านกฤษฏีกาเลขที่ 39 ณ วันที่ 22/02/2006) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21/10/2006

ข้อตกลงได้ระบุว่าทั้งสองประเทศควรให้ความร่วมมือในการบังคับใช้มาตรการ (SPS) โดยเฉพาะมาตรการที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโรคระบาดและโรคระบาดรุนแรงในอาณาเขตของอีกฝ่ายจากการขนส่งสัตว์ พืช ผลิตภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ย่อย อำนวยความสะดวกในการพัฒนา เจรจา และสรุปการแก้ไขมาตรการ SPS เพื่อการส่งออก นำเข้า ค้าขายพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช รวมทั้งสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์

ในปี ค.ศ. 2007 กลุ่มประเทศ Mercosur และประชาคมอาเซียนได้ลงนามข้อตกลงในการส่งเสริมความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองภูมิภาคนี้

ในปี ค.ศ. 2011 บราซิลและประชาคมอาเซียนได้ลงนาม “สนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือและมิตรภาพ (Tratado de Amizade e Cooperação)” เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการเมือง

นักท่องเที่ยวชาวบราซิลไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าเพื่อเดินทางมายังประเทศไทยโดยสามารถพำนักอยู่ได้สูงสุด 3 เดือน หนังสือเดินทางของนักท่องเที่ยวจะต้องมีอายุอย่างน้อย 6 เดือนนับตั้งแต่วันที่ออกเดินทาง และจะต้องมีใบรับรองการฉีดวัคซีน (CIV) รับภูมิคุ้มกันไข้เหลืองด้วย

ตามสถิติในปี ค.ศ. 2013 มีนักท่องเที่ยวชาวบราซิลเดินทางมายังประเทศไทยทั้งสิ้น 36,626 คน ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากตัวเลขในปี ค.ศ. 2012 ถึง 20% อย่าไรก็ดี ตัวเลขนี้ถือว่ายังไม่มากนักเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยทุกปีหรือราว 16.1 ล้านคน นักท่องเที่ยวชาวบราซิลนิยมเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงวันหยุดฤดูร้อนของบราซิลหรือในเดือนธันวาคมถึงเมษายน

จากข้อมูลของรัฐบาลบราซิลในปี ค.ศ. 2011 พบว่ามีชาวบราซิลที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเพียงประมาณ 300 คนเท่านั้น

การค้า

ในปี ค.ศ. 2013 บราซิลส่งออกสินค้าให้กับไทยเป็นมูลค่า 1.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.95 หมื่นล้านบาท) ในขณะที่มีการนำเข้าสินค้าและการบริการจากไทยเป็นมูลค่า 2.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.14 หมื่นล้านบาท) เมื่อเทียบกับข้อมูลของปีก่อนหน้า พบว่ามูลค่าการส่งออกจากบราซิลลดลง (เทียบกับ 2.071 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 6.2 หมื่นล้านบาทในปี ค.ศ. 2012) และมูลค่าการนำเข้าลดลงเล็กน้อย (2.503 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 7.5 หมื่นล้านบาทในปี ค.ศ. 2012) สินค้าส่งออกสำคัญที่นำเข้ามายังประเทศไทยคืออาหารสัตว์ ธัญพืช (ถั่วเหลืองและเมล็ดต่างๆ) เหล็กหล่อ เหล็ก ยานพาหนะ รถแทรกเตอร์ อะไหล่ยนต์ ฝ้าย เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู หนัง เครื่องหนัง ยาง และแร่

ส่วนสินค้านำเข้าจากไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วยเครื่องจักร หม้อไอน้ำ ชิ้นส่วนเครื่องจักรกล เครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลในลำโพง พลาสติก เครื่องมือและอุปกรณ์แสง ภาพถ่ายและภาพยนตร์ วัสดุทางการแพทย์และการผ่าตัด เส้นใยสังเคราะห์ เฟอร์นิเจอร์ทั่วไป เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในโรงพยาบาล อุปกรณ์ควบคุมแสง เนื้อสัตว์ปรุงแต่ง ปลาหรือสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง ฯลฯ



ที่มา : SECEX/MDIC. Elaboration: UNO


ที่มา : SECEX/MDIC. Elaboration: UNO


ที่มา : SECEX/MDIC. Elaboration: UNO

สินค้าสำคัญที่ของบราซิลจำหน่ายให้ไทย

ส่งออก ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถั่วเหลือง 115.6 เม็ดยางธรรมชาติ 29.7
กากถั่วเหลือง 53.6 ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถจักรยานยนต์ 23.4
กากถั่วเหลืองอัดเม็ด 27.2 ชิ้นส่วนลากจูงยานพาหนะอื่นๆ 22.8
อื่นๆ เกียร์รถยนต์ 10.2 มอเตอร์ดีเซลสำหรับยานพาหนะ 18.1
หนังวัวอื่นๆ 9.1 จานแม่เหล็กสำหรับฮาร์ดไดรฟ์ 17.7
แผ่นยางไอโซพรีน 7.6 ยางธรรมชาติ แผ่นยางรมควัน 14.4
เหล็กชั้นกลาง 7.0 ชิ้นส่วนอื่นๆ สำหรับรถแทรกเตอร์และยานพาหนะ 12.3
ผลิตภัณฑ์หนังกระบืออื่นๆ 6.7 โพลีทีนอื่นๆ 12.3
ฝ้ายนวด 5.7 แกนส่งผ่านสำหรับยานพาหนะ 12.3
แผ่นเหล็กอื่นๆ 4.0 ยางรถยนต์ 8.8
ที่มา : MDIC

สินค้าส่งออกของไทยไปยังบราซิลมีความหลากหลายมากกว่า แม้สินค้าของไทย 24 รายการจะคิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของสินค้าส่งออกทั้งหมดไปยังบราซิล แต่มีสินค้าจากบราซิลเพียง 2 รายการเท่านั้นที่คิดเป็นสัดส่วนของสินค้าที่ไทยนำเข้า