กฎระเบียบที่ควรรู้

ต้นทุนทางธุรกิจ

ค่าเช่าและอัตราค่าบริการ

ที่ดิน

แถบชนบทของบราซิลยังมีที่ดินว่างมากมายมหาศาล ทว่ามีความต้องการใช้ที่ดินเพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากการทำไร่นาได้ขยายตัวไปยังภูมิภาคตะวันตกตอนกลางและภูมิภาค MAPITO (รัฐ Maranhão, Piauí และ Tocantin) โดยที่ดินในภูมิภาค MAPITO นั้นมีราคาต่ำกว่าและมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคนี้ ส่วนที่ดินว่างเปล่าในภูมิภาคตะวันตกตอนกลางนั้นเหลือน้อยลง และมีต่ำมากในภูมิภาคตอนใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินได้ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยแล้วขึ้นจาก 2,280 เฮอัลต่อเฮกตาร์ในปี 2003 เป็น 7,470 เฮอัลต่อเฮกตาร์ในปี 2012 เท่ากับ 227% ในภาพรวมหรือ 12.6% ต่อปี

ปัจจุบัน ที่ดินสำหรับเช่าหรือซื้อขายในภาคใต้และแถบตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิลนั้นมีจำกัดและราคาสูง ที่ดินในรัฐ Paraná ที่ใช้ผลิตถั่วเหลืองนั้นมีราคาประเมินอยู่ที่ 36,000 เฮอัลต่อเฮกตาร์ ส่วนที่ดินใน Piracicaba (SP) ซึ่งโดยมากใช้เพาะปลูกอ้อยมีราคา 41,000 เฮอัล แม้แต่ที่ดินในรัฐ Goiás ในภูมิภาคตะวันตกตอนกลางยังมีมูลค่า 24,000 เฮอัลต่อเฮกตาร์ อย่างไรก็ดี ราคาที่ดินโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 5,000 – 18,000 เฮอัลต่อเฮกตาร์ ส่วนที่ดินทางตอนเหนือของประเทศมีราคาที่ 500 - 3,000 เฮอัลต่อเฮกตาร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ยังขาดแคลนและระยะทางไปยังท่าเรือที่ห่างไกล



แม้บราซิลจะวางข้อจำกัดทางกฎหมายและราชการเอาไว้สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อที่ดินในบราซิล แต่ความต้องการซื้อนี้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในช่วงปี 2002-2008 มีชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในที่ดินของประเทศสูงถึง 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการจดทะเบียนที่ดินซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ 4 ล้านเฮกตาร์ในปี 2008 การเติบโตทางการลงทุนจากต่างชาติและการซื้อขายที่ดินทำการเกษตรในปี 2010 ส่งผลให้รัฐบาลต้องหารือและออกกฎหมายเพื่อตั้งข้อจำกัดที่รัดกุมขึ้น โดย Advocacia Geral da União (AGU) ได้ตีความข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องใหม่เพื่อจำกัดการเข้าถึงที่ดินในบราซิลของชาวต่างชาติ

บริษัทต่างชาติมีตัวเลือกอีกทางหนึ่ง นั่นคือเช่า/เซ้งที่ดินทำการเกษตร ปัจจุบันที่มีดินทำการเกษตรในบราซิลเพียง 3.3% ที่ผูกพันตามสัญญาเซ้งหรือสัญญาการเช่าที่ดินโดยแบ่งผลผลิตจากการสำรวจสำมะโนการเกษตรโลกล่าสุด (World Census of Agriculture) เมื่อเทียบกับตัวเลข 33% ในยุโรปและ 38% ในสหรัฐอเมริกา รูปแบบนี้เป็นที่นิยมกับพืชผลบางประเภท เช่น กาแฟ ถั่วเหลือง และอ้อย โดยอ้อยนั้นเป็นพืชผลที่ส่งให้มีการเซ้งที่ดินในช่วงที่ผ่านมามากที่สุด โดยเฉพาะในรัฐเซาเปาลูซึ่งมีการขยายการเพาะปลูกอ้อยอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ยังมีที่ดินอีกมากมายที่ปล่อยทิ้งรกร้างว่างเปล่า เช่น มีทุ่งหญ้าเสื่อมโทรมถึง 40 ล้านเฮกตาร์นอกเขตแอมะซอน หรือคิดเป็น 65% ของที่ดินเพาะปลูกทั้งหมดของประเทศ โอกาสในการขยายการเพาะปลูกทางการเกษตรในบราซิลนั้นยังมีมากมายมหาศาลและหลายคนกล่าวว่าบราซิลจะกลายมาเป็นเจ้าพ่อแห่งการเกษตรในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศที่มีประชากรมหาศาลและมีที่ดินว่างเปล่าเหลือน้อยเต็มที โดยเฉพาะอินเดียและจีนนั้น จะเพิ่มการลงทุนในที่ดินและบริษัทกิจการเกษตรในบราซิลมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่พบเจอในประเทศบราซิลส่วนหนึ่งมาจากความไม่มั่นคงด้านสิทธิ์การถือครองที่ดิน ระบบกฎหมายที่ไม่สมบูรณ์แบบ และการขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขข้อพิพาท

กฎหมายบราซิลได้วางข้อกำหนดส่วนรับผิดและข้อกำหนดที่โอนขายไม่ได้และจำหน่ายสิทธิไม่ได้ในสัญญาเช่าที่ดินเพื่อปกป้องผู้เช่าจากการแสวงหาผลประโยชน์จากเจ้าของที่ดิน เช่น ตั้งเพดานราคาเช่า กำหนดรูปแบบการชำระเงิน กำหนดระยะเวลาทำสัญญาขั้นต่ำ ให้สิทธิ์แก่ผู้เช่าในการต่ออายุสัญญาหรือซื้อที่ดิน ฯลฯ ข้อจำกัดในสัญญาการเช่าตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายแรงงาน การประกันที่มากเกินจำเป็นซึ่งจัดให้กับผู้เช่า และความไม่มั่นคงจากการปฏิรูปที่ดินส่งผลให้ตลาดเช่าที่ดินไม่เติบโตเท่าที่ควร โดยมากไร่นาขนาดใหญ่นิยมใช้ข้อตกลงการเซ้งและการเช่าที่ดินโดยแบ่งผลผลิต และผู้เช่ามักมีฐานะที่ดีกว่าและมีการศึกษามากกว่าในภูมิภาคที่นิยมเพาะปลูกอ้อย

ข้อพิพาทด้านที่ดินนั้นมีให้เห็นทั่วไปในหลายภูมิภาคของบราซิล โดยกลุ่ม Landless Peasant Movement (MST) มักจะเข้าไปบุกไร่นาและสร้างปัญหาให้กับเจ้าของไร่ จึงขอแนะนำให้ระมัดระวังให้มากเมื่อต้องเช่าที่ดินแถบชนบท แม้ MST มักจะบุกเข้าไปในไร่ที่ไม่ได้ปลูกพืชผล แต่เนื่องจากกฎหมายเอื้อให้มีการโอนที่ดินรกร้างให้กับชาวบ้าน กลุ่มนี้จึงบุกเข้าไปในที่ดินที่มีการเพาะปลูกพืชผลบ้างในบางครั้ง ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักจะมีความรุนแรงและส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมทั้งบทลงโทษจำคุกและข้อพิพาททางกฎหมายที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ในการซื้อขายที่ดินทำการเกษตรนั้น โดยมากจะต้องทำการชำระเงินหลังฤดูเก็บเกี่ยวและจะต้องชำระเงินงวดแรกหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรก คนกลางจะเป็นผู้ถือครองที่ดินและโอนให้กับผู้ซื้อหลังจากชำระเงินงวดสุดท้ายแล้ว นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้ที่ดิน โดยจะต้องมีการสงวนที่ดินเอาไว้อย่างน้อย 80% สำหรับที่ดินในภูมิภาคแอมะซอน สำหรับภูมิภาคตะวันตกตอนกลางจะต้องสงวนที่ดินไว้ 50% และในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศจะต้องสงวนที่ดินเอาไว้ 20%

ขอแนะนำให้ชาวต่างชาติตรวจสอบการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่บางส่วนของแปลงที่ดิน ที่ดินที่มีการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินได้นั้นจะมีมูลค่าและโอกาสในการลงทุนสูงกว่า จึงควรตรวจสอบกับกรมที่ดินในท้องถิ่นก่อนว่าที่ดินแปลงนั้นได้รับการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่จำเป็นหรือไม่หรือจะได้รับอนุมัติได้ง่ายหรือไม่ นอกจากนี้ ยังควรตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นและดูว่ามีการลงทุนใหม่ๆ จากภาครัฐที่จะเอื้อประโยชน์ในการลงทุนนี้หรือไม่ ขอแนะนำให้นักลงทุนต่างชาติใช้บริการนายหน้าและทนายความที่เข้าใจกระบวนการนี้ด้วย เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งและจัดส่งสินค้า ขอให้แต่งตั้งหรือมอบฉันทะให้ตัวแทนทางกฎหมายที่มีประสบการณ์ลงนามและรับรองเอกสารในนามคุณได้ สิ่งที่นักลงทุนควรทราบอีกประการหนึ่งก็คือควรมีกลยุทธ์ในการเลิกกิจการเอาไว้เพื่อประโยชน์ในระยะกลางและระยะยาว สิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นในที่ดินนั้นๆ อาจมีมูลค่าเมื่อนักลงทุนตัดสินใจขายที่ดินผืนนั้น และมูลค่าของที่ดินอาจขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้ และอาจขายทำกำไรได้ในอนาคต

กฎหมายได้กำหนดข้อจำกัดบางประการแก่ชาวต่างชาติในการซื้อที่ดินในบราซิล ดังที่แสดงไว้ในบทที่ 4 ย่อหน้า 3 ข้างต้น ข้อกฎหมายและข้อจำกัดนี้จัดทำขึ้นเพื่อปกป้องเขตแดนของประเทศและเพื่อความมั่นคงของรัฐ เนื่องจากที่ดินนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และประเทศ

คำแนะนำ

ราคาที่ดินขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะไม่ลดต่ำลง นักลงทุนควรวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติมในการเลือกทำเลที่เหมาะสม


อาคารหรืออุตสาหกรรม

ในเมืองทั่วไป ร้านค้าริมถนนในย่านทำเลดีจะมีค่าเช่าสูงและจำเป็นต้องจ่ายค่าแรกเข้าที่เจ้าของพื้นที่เรียกเก็บเมื่อเซ้งพื้นที่นี้ต่อ หรือที่เรียกว่า “luva” (ในภาษาโปรตุเกสแปลว่าถุงมือ) ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง โดยมูลค่าที่เรียกเก็บอาจสูงถึง 1 ล้านเฮอัลสำหรับร้านค้าขนาดกลางในทำเลทอง

ตลาดค้าขายนั้นเติบโตขึ้นทุกปี ให้ผลตอบแทนสุทธิเพิ่มสูง อัตราพื้นที่ว่างลดลง และค่าเช่าต่อตารางเมตรเพิ่มขึ้น เมืองเซาเปาลู รีโอเดจาเนโร เฮซีฟี บราซีเลีย กูรีตีบา ปอร์โตอาเลเกร และเบโลโฮรีซอนชีเป็นเมืองหลวงของรัฐที่มีการเติบโตของสำนักงานติดอันดับต้นๆ เมืองเหล่านี้มักมีอัตราพื้นที่ว่างที่ต่ำมากหรือราว 6.5% ตัวเลขที่ต่ำกว่า 10% บ่งชี้ให้เห็นว่ามีอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ส่วนตัวเลขที่มากกว่า 15% บ่งชี้ว่ามีอุปทานมากกว่าอุปสงค์ ผลตอบแทนจากค่าเช่านั้นเพิ่มขึ้นจาก 9% เป็น 12% ต่อปี ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขาดแคลนพื้นที่สำหรับการพัฒนาใหม่ๆ ในเมืองที่สำคัญ แต่เหตุผลหลักนั้นเนื่องมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ การเติบโตของภาคบริการ และการขยายตัวทางอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่ความต้องการใช้พื้นที่สำนักงานที่มากขึ้นในส่วนราชการ นอกจากนี้ ยังมีเมืองที่มีความสำคัญอันดับสองและสามที่เริ่มมีความต้องการใช้พื้นที่สำหรับการขยายสำนักงานสูงมากขึ้น ซึ่งเมืองเหล่านั้นยังไม่เจริญมากนัก เช่น แคมปินัสและริเบลราโอ เปรโต


โกดังสินค้า

รัฐเซาเปาลูยังเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของโครงการอุตสาหกรรมและการขนส่งสินค้าต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา รัฐทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มมีความน่าสนใจและดึงดูดโครงการต่างๆ ไปยังพื้นที่เหล่านั้นมากขึ้น นอกจากเมืองเซาเปาลูที่ดึงดูดการพัฒนาจากต่างชาติมากกว่า 70 โครงการในปี 2003-2010 เพียงช่วงเดียวแล้ว ยังมีเมืองเซาเบอร์นาร์โด โด แคมโป เมืองโซโรคาบา เมืองจุนดิไอ เมืองปอลลิเนีย และเมืองแคมปินัสที่เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญอีกด้วย โดยมีกิจกรรมที่สำคัญสร้างขึ้นในเมืองเหล่านี้มากมายจากการลงทุนอันมหาศาลด้านอุตสาหกรรมอุปกรณ์การขนส่ง อิเล็กทรอนิกส์ และอีกมากมาย ส่วนเมืองมาเนาส์เป็นศูนย์กลางโครงการภาคการผลิตขนาดใหญ่ เนื่องมาจากต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำและแรงงานชั้นดีที่มีมากมาย ส่วนเมืองซัลวาดอร์และเมืองคามาคารีในรัฐบาเฮียยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ จากผลงานวิจัยตลาดที่จัดทำขึ้นโดย IBM-PLI ในปี 2012 พบว่าเมืองเฮซีฟีนั้นมีการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมอย่างมากและมีการขยายการลงทุนด้านการขนส่งและโกดังอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องทุกปี ในแง่ต้นทุนการเช่าโกดังสินค้า บราซิลอยู่ในลำดับที่ 108 จาก 159 ประเทศ (จากรายงานของ Colliers International) และงานวิจัยเดียวกันนี้ยังเผยค่าเช่าอาคารอุตสาหกรรมและโกดังสินค้าคุณภาพสูงโดยเฉลี่ยที่ 19.60 เฮอัลต่อตารางเมตรต่อเดือน (รวมภาษีแล้ว) ในช่วงปี 2008-2012 ราคาค่าเช่านี้ปรับเพิ่มสูงขึ้น 13.4% ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมและโอกาสในตลาดของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น จึงมีการคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีโอกาสสำหรับโครงการที่สร้างเสร็จแล้วและโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้สร้างมากมายในอีกหลายปีข้างหน้านี้


ไฟฟ้า/ประปา

ค่าไฟฟ้าในบราซิลอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับนานาประเทศด้วยกัน ในปี 2012 รัฐบาลได้ออกนโยบายที่มุ่งเน้นการลดค่าไฟฟ้าในประเทศ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคทั่วไปและองค์กรนั้นถูกลง ทว่าได้สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าบริษัทผลิตไฟฟ้าจะต้องปรับราคาในอีกหลายปีข้างหน้านี้เพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคส่วนนี้

ต้นทุนการปฏิบัติงานคิดเป็นสัดส่วน 51% ของค่าไฟฟ้าโดยรวมในปี 2011 เมื่อนำต้นทุนในส่วนนี้มาพิจารณา จะเห็นว่าในประเทศพันธมิตรหลักอื่นๆ รวมทั้งจีน สหรัฐอเมริกา และอาร์เจนตินานั้น ต้นทุนในส่วนนี้คิดเป็น 20% ของค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ ส่วนอีก 49% ที่เหลือนั้นเป็นค่าภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ในช่วงปี 2012-2013 พบว่าเกิดไฟดับอยู่บ่อยครั้ง แต่ลดความถี่ลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อย่างไรก็ดี แหล่งพลังงานที่ใช้ในประเทศนั้นมาจากหลายแหล่ง (ดูแผนภูมิด้านล่าง) และถือว่ามีความยั่งยืนค่อนข้างสูง พลังงานไฟฟ้าพลังน้ำและพลังงานชีวภาพคิดเป็นสัดส่วนเกือบหนึ่งในสามของพลังงานทั้งหมดที่ใช้บริโภคซึ่งถือว่าหาได้ยาก สัดส่วนแหล่งพลังงานเหล่านี้ยากต่อการคาดการณ์ในอนาคต เนื่องจากมีการลงทุนใหม่ๆ จำนวนมหาศาลในการขุดเจาะบ่อน้ำมันปิโตรเลียมใต้ระดับชั้นเกลือและการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพและมวลชีวภาพมหาศาล เช่น ยังต้องมีการผ่านกฎหมายเพื่อให้โรงกลั่นเอทานอลสามารถจำหน่ายพลังงานส่วนที่เกินมาจากระบบผลิตพลังงานร่วมได้ (จากการเผามวลชีวภาพจากกากอ้อย) หลังจากผ่านกฎหมายนี้แล้ว โรงงานน้ำตาลจะเริ่มจำหน่ายกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ ซึ่งคาดว่าปริมาณกระแสไฟฟ้ารวมที่ผลิตได้น่าจะเท่ากับกำลังการผลิตของเขื่อน Itaipu (เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ)


สัดส่วนแหล่งพลังงานของบราซิล



ที่มา: National Energy Balance 2012, EPE/MME

ประชากรบางส่วนของประเทศยังไม่มีน้ำประปาใช้ เนื่องจากน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วนั้นเข้าถึงครัวเรือนเพียง 81% มีการติดตั้งระบบระบายน้ำเสียในครัวเรือนเพียง 46% และมีน้ำเสียเพียง 38% ที่ได้รับการบำบัด อย่างไรก็ดี ในเมืองใหญ่และภูมิภาคอุตสาหกรรมของประเทศสามารถเข้าถึงระบบประปาได้ตามปกติ ส่วนภูมิภาคที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ ลุ่มน้ำแอมะซอน ภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ และในภูมิภาคอื่นๆ ก็ถือได้ว่ามีปริมาณน้ำสำหรับบริโภคค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ติดกับแม่น้ำสายหลัก

ANA หรือการประปาแห่งชาติมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบน้ำและแหล่งน้ำทั้งหมดของประเทศ โดยจะกำหนดและอนุญาตการใช้น้ำตามการกระจายบนพื้นผิวและกำกับการใช้งานหลายวัตถุประสงค์ (น้ำดื่ม การชลประทาน ความต้องการทางอุตสาหกรรม ฯลฯ) ราคาน้ำประปาถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ยังไม่มีกฎหมายบังคับควบคุมโครงสร้างค่าประปาซึ่งส่งผลเสียต่อการลงทุนที่จำเป็นในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการโดยบริษัททำความสะอาดและบำบัดน้ำ


โทรศัพท์

โทรศัพท์พื้นฐานมีต้นทุนที่ไม่แพงและสามารถติดตั้งง่าย อัตราค่าโทรก็ยังถูกกว่าค่าโทรศัพท์มือถือ โดยมากจะมีบริษัทผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในแต่ละเมืองหรือแต่ละภาค

บริการโทรศัพท์มือถือนั้นค่อนข้างจะมีราคาสูงในบราซิล แม้ค่าบริการจะค่อยๆ ลดต่ำลงก็ตาม ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากอัตราภาษีเรียกเก็บซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 46% ของค่าบริการทั้งหมด บางครั้งสัญญาณการโทรอาจมีคุณภาพต่ำและต่ำกว่าที่ระบุในสัญญา ผู้บริโภคมักจะยื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้บริการโทรศัพท์มือถือ ซึ่งโดยมากไม่มีการปรับปรุงการบริการเท่าใดนัก อัตราค่าโทรอยู่ที่ประมาณ 0.6 – 1.40 เฮอัลต่อนาทีสำหรับการโทรผ่านมือถือในพื้นที่และ 2.60 – 6.00 เฮอัลต่อนาทีสำหรับการโทรผ่านมือถือทางไกลในประเทศ ผู้บริโภคจะต้องมี CPF (หมายเลขประกันสังคม) จึงจะสามารถลงทะเบียนขอมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ได้ (มีผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่ไม่กำหนดให้ใช้เอกสารนี้ นั่นคือ Vivo โดยสามารถใช้หนังสือเดินทางเพียงอย่างเดียวก็ได้)


อินเทอร์เน็ต

คุณภาพของบริการทางอินเทอร์เน็ตนั้นอยู่ในระดับกลางโดยมีความเร็วที่ค่อนข้างสูงในเมืองใหญ่ แต่สายเคเบิลมักจะยังเดินไปไม่ถึงเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักได้ใช้อินเทอร์เน็ตสัญญาณความเร็วไม่ถึงตามที่ระบุในสัญญา ซึ่งส่งผลให้มีการยื่นเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค ทั้งนี้ การขาดข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเป็นช่องโหว่ที่ทำให้บริษัทผู้ให้บริการยังไม่ปรับปรุงการบริการของตนให้ดีขึ้น


พลังงาน

ราคาน้ำมันและราคาดีเซลยังอยู่ในระดับต่ำเนื่องจากแรงกดดันจากรัฐบาลที่มีต่อ Petrobras หลังจากที่คงสภาพการณ์นี้มานานหลายปี นักเศรษฐศาสตร์บางคนเชื่อว่าองค์กรรัฐวิสาหกิจนี้จำต้องขึ้นราคาน้ำมันและราคาดีเซลในอีกไม่นาน ซึ่งอาจเกิดขึ้นในปี 2015 นี้

เมื่อพิจารณาจากปริมาณเอทานอลที่มีจำหน่าย ทำให้รถยนต์ส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์ที่สามารถใช้พลังงานผสมได้หลายรูปแบบ สามารถใช้น้ำมันที่ผสมเอทานอลได้หลากหลายระดับ น้ำมันที่ใช้ในประเทศนั้นผ่านการผสมเอทานอลในระดับ 18% - 25% (รัฐบาลเพิ่งผ่านกฎหมายเพิ่มระดับการผสมเอทานอลเป็น 27.5% ได้และยังอยู่ในช่วงทดสอบ) การผสมน้ำมันนี้ไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมัน แต่มีผลต่อราคาเอทานอลที่ตำหน่ายให้กับผู้บริโภคแทน