กฎระเบียบที่ควรรู้

การลงทุนในบราซิล

ประเทศบราซิล ยังไม่เคยลงนามสนธิสัญญาการลงทุนระดับภูมิภาค หรือระดับนานาชาติกับประเทศใดเลย แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีแรงกดดันจากกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกที่มีกำลังในการแข่งขัน เรียกร้องให้รัฐบาลเจรจาข้อตกลงการลงทุนใหม่ อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีการอนุมัติจากรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลเล็งเห็นว่าการทำสนธิสัญญาจะก่อให้เกิดความไม่เป็นกลางและให้ความคุ้มครองแก่นักลงทุนมากเกินไป จนเป็นเหตุให้อำนาจของรัฐบาลจำกัดลง

อย่างไรก็ตาม ประเทศบราซิลก็ยังยินดีต้อนรับนักลงทุนต่างชาติและปฏิบัติต่อนักลงทุนต่างชาติเช่นเดียวกับนักลงทุนในประเทศ บราซิลมีกฎหมายที่ใช้เป็นกรอบระเบียบข้อบังคับทั่วไปว่าด้วยการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติสามฉบับ ได้แก่พระราชบัญญัติฉบับที่ 4,131/62 (พระราชบัญญัติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) พระราชบัญญัติฉบับ 4,390/64 และ Decreto (กฎหมายจากฝ่ายบริหาร) หมายเลข 5,5762/65 นอกจากกฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่กล่าวมาแล้ว ธนาคารกลาง (Bacen) สามารถออกพระราชกฤษฎีกาและระเบียบข้อบังคับต่างๆได้


การจดทะเบียน

ธนาคารกลาง (Bacen) มีหน้าที่ในการจดทะเบียน เฝ้าระวังและติดตามการลงทุนจากต่างประเทศ โดยอาศัยการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ดังนั้นนักลงทุนทุกรายจำเป็นต้องจดทะเบียนกับธนาคารกลาง หากประสงค์ที่จะ

  1. โอนกำไรไปให้นักลงทุนที่มีถิ่นพำนักนอกประเทศ
  2. นำกำไรที่ได้มาลงทุนซ้ำ
  3. โอนกำไรกลับสู่ประเทศ การจดทะเบียนดังกล่าวจะต้องทำผ่านระบบออนไลน์ ภายในระยะเวลา 30 วัน นับจากวันที่นำเงินเข้ามาในประเทศ หากเลยกำหนดผู้ลงทุนจะต้องชำระค่าปรับที่เกิดขึ้น

กรณีผู้ลงทุนกู้ยืมเงินระหว่างประเทศ

(เช่น กรณีผู้ให้กู้หรือผู้กู้มีถิ่นพำนักนอกประเทศ) ผู้ลงทุนจำเป็นต้องจดทะเบียนกับธนาคารกลาง แม้ว่าการจดทะเบียนกับธนาคารกลางจะไม่ซับซ้อน แต่ก็ใช้เวลาพอสมควร จึงเป็นการดีหากผู้ลงทุนดำเนินการจดทะเบียนทันทีที่มีการลงทุนในประเทศ


การขออนุมัติการลงทุนล่วงหน้า

หากนักลงทุนประสงค์จะซื้อหุ้นใหม่หรือซื้อทุนในบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ ไม่จำเป็นต้องขออนุมัติการลงทุนล่วงหน้าตราบที่การลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนโดยใช้เงินสด แต่หากลงทุนด้วยสินเชื่อ จำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางก่อน เว้นแต่เป็นการลงทุนโดยโอนสินค้านำเข้าเป็นทุน ไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากรัฐบาลกลางเช่นเดียวกันกับการลงทุนโดยใช้เงินสด อนึ่ง มีข้อจำกัดบางประการกล่าวคือ

  • (ก.) สามารถโอนสินทรัพย์เข้าเป็นทุนได้เท่านั้น
  • (ข) สามารถโอนสินทรัพย์ใช้แล้วเข้าเป็นทุนได้ก็ต่อเมื่อ
    • (i) สินทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้ถูกผลิตในท้องถิ่น
    • (ii) การลงทุนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงการที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศบราซิล
    ทั้งนี้ การโอนสินทรัพย์ไม่มีรูปร่างเข้าเป็นทุน (เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา) จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารกลางก่อนเช่นกัน

กำไร

ปัจจุบันนี้ นักลงทุนสามารถนำกำไรไปแจกจ่ายและส่งกลับไปยังประเทศได้โดยไม่มีข้อจำกัด กำไรที่โอนไปให้ผู้ที่มีถิ่นพำนักนอกประเทศสามารถนำกลับมาลงทุนในท้องถิ่นใหม่ได้หมด ทั้งในบริษัทเดิมหรือบริษัทอื่น แม้บราซิลจะไม่มีการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเงินปันผล แต่เงินที่นำมาลงทุนใหม่นี้จะต้องจดทะเบียนกับธนาคารกลางเหมือนเป็นการลงทุนใหม่


การนำเงินกลับประเทศ

นักลงทุนสามารถโอนทุนต่างประเทศที่จดทะเบียนกับธนาคารกลางกลับไปยังประเทศของตนเมื่อไหร่ก็ได ้โดยที่ไม่ต้องขออนุมัติกับรัฐบาลล่วงหน้า แต่หากยอดเงินที่โอนไปต่างประเทศเกินจำนวนทุนจดทะเบียน จะถือว่ายอดเงินดังกล่าวเป็นกำไรที่เกิดจากการลงทุนและจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15

นอกจากนี้แล้วต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางก่อนจึงจะสามารถโอนกำไรกลับเข้าประเทศได้ รัฐบาลบราซิลยังไม่มีข้อจำกัดกรณีโอนผลประโยชน์ที่เกิดจากดอกเบี้ยให้แก่บริษัทสัญชาติบราซิล อย่างไรก็ตามหากธุรกรรมนั้นกระทำขึ้นระหว่างชาวต่างชาติ การโอนดอกเบี้ยหรือเงินทุนจะต้องจดทะเบียนกับธนาคารกลางเสียก่อน


ข้อจำกัดทางกฎหมาย

อุตสาหกรรมบางประเภทมีข้อจำกัด หรือได้รับการยกเว้นมิให้นักลงทุนชาวต่างชาติดำเนินการ

ตัวอย่างเช่น

อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ บริการด้านสุขภาพ ธุรกิจเหมืองแร่ ธุรกิจที่มีสำนักงานติดชายแดน ธุรกิจเส้นทางบินในประเทศ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางอวกาศ การประมง สื่อสิ่งพิมพ์ โทรคมนาคม ไปรษณีย์และโทรเลข ประกันภัย ธนาคาร กองทุนบำเหน็จบำนาญและการถือครองที่ดินในชนบทของคนต่างด้าว

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดแน่ชัดว่าบริษัทบราซิลที่นักลงทุนต่างชาติกำกับดูแลอยู่สามารถถือครองที่ดินในชนบทได้หรือไม่

รัฐบาลบราซิลออกข้อจำกัดกรณีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาควบคุมกิจการประเภทธุรกิจการบิน ประกันภัย สื่อสารมวลชน และ การให้สัมปทานสาธารณูปโภค


การเวนคืนและค่าชดเชย

ที่ผ่านมา รัฐบาลบราซิลยังไม่เคยเรียกเก็บผลประโยชน์จากชาวต่างชาติในการเวนคืนที่ดิน และยังไม่มีแนวโน้มว่ารัฐบาลปัจจุบันจะดำเนินการเวนคืน ในอดีตมีบางคดีที่ศาลพิจารณาให้นักลงทุนชาวอเมริกันได้รับค่าชดเชย กรณีหน่วยงานของรัฐเวนคืนที่ดิน

อย่างไรก็ตาม ค่าชดเชยดังกล่าวก็ยังไม่มีการชำระ เนื่องจากรัฐบาลได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินดังกล่าว และกระบวนการยุติธรรมของบราซิลเป็นไปด้วยความล่าช้า

มีเงินลงทุนขั้นต่ำตามกฎหมายเว้นแต่

  1. เป็นนิติบุคคลสัญชาติบราซิลที่ลงทะเบียนผ่านระบบ RADAR และได้รับใบอนุญาตให้นำเข้าหรือส่งออกสินค้าได้
  2. จ้างชาวต่างชาติเป็นผู้จัดการหรือผู้อำนวยการในนิติบุคคลสัญชาติบราซิล
    โดยไม่ว่าจะเป็นกรณีใด นิติบุคคลจะต้อง 1) มีเงินลงทุนขั้นต่ำ 600,000 เฮอัล/พนักงานต่างชาติหนึ่งราย หรือ 2) มีเงินลงทุนขั้นต่ำ 150,000 เฮอัล/พนักงานต่างชาติหนึ่งราย และ ต้องเกิดการจ้างงานคนท้องถิ่นอย่างน้อย 10 คน ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่จดบริษัทเป็นนิติบุคคลสัญชาติบราซิลหรือนับแต่พนักงานต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ

ข้อสังเกต

แม้แต่บริษัทใหญ่ ๆ ก็ยังเผชิญกับปัญหาระหว่างดำเนินการขอลงทุนของประเทศบราซิล ด้วยระเบียบราชการที่ซับซ้อนนักลงทุนอาจเผชิญกับความล่าช้าและเกิดความสูญเสียที่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นนักลงทุนทุกรายจำเป็นต้องเข้าใจข้อกำหนดของประเทศที่กำลังพัฒนา รวมทั้งศึกษาข้อจำกัดในอุตสาหกรรมต่างๆ หากเป็นไปให้ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจระบบกฎหมายและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศบราซิลมากขึ้น

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์เครือข่ายข้อมูลการลงทุนในบราซิล (RENAI) (investimentos.mdic.gov.br)


การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศบราซิลมียอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงขึ้นมาก ภาคธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม เทคโนโลยี อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานมาก และ ธุรกิจผลิตสินค้าที่ช่วยเพิ่มการนำเข้าและส่งออก

ยอด FDI ใน บราซิล (1,000 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ)

FDI
ที่มา: BACEN

นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในบราซิลได้โดยตรงด้วยการก่อตั้งกิจการสาขา หรือ ก่อตั้งกิจการเป็นบริษัทย่อย (หมายรวมถึงการตั้งบริษัทร่วมหรือเข้าซื้อกิจการภายในประเทศที่มีการประกอบการอยู่แล้ว) เนื่องจากการก่อตั้งกิจการในรูปแบบแรกจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางก่อน กระบวนการดังกล่าวใช้เวลานาน นักลงทุนส่วนใหญ่จึงนิยมเข้ามาลงทุนในรูปแบบที่สองมากกว่า เนื่องจากสามารถเข้าไปควบคุมกิจกรรมต่างๆ บริหารงานและบุคลากรได้โดยตรง ประกอบกับขั้นตอนการก่อตั้งบริษัทย่อย หรือ บริษัทร่วมในบราซิลไม่ซับซ้อน นอกจากนี้แล้ว นักลงทุนที่มีถิ่นพำนักนอกประเทศอาจเลือกลงทุนโดยการเข้าซื้อกิจการบราซิลที่ดำเนินการอยู่แล้ว ขั้นตอนในการเข้าซื้อกิจการไม่ซับซ้อน แต่ต้องตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทให้รอบคอบ

รูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลที่นักลงทุน หรือบริษัทต่างชาตินิยมสำหรับการตั้งบริษัทย่อย คือ การจดทะเบียนเป็นบริษัท (“sociedade anônima”) และบริษัทจำกัด (“sociedade limitada”) แม้ว่านักลงทุนที่มีถิ่นพำนักนอกประเทศสามารถเลือกเป็นนิติบุคคลแบบอื่นตามกฎหมายของบราซิลก็ตาม

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ

  1. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับที่ 4131/62
  2. การลงทุนที่เกิดขึ้นในตลาดทุนและตลาดเงินของบราซิลซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับที่ 2,689/00

ภาษีจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

บราซิลได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับหลายประเทศ แต่ยังไม่ได้ลงนามความตกลงดังกล่าวกับประเทศไทย
(ดูรายชื่อประเทศที่บราซิลร่วมลงนามได้ที่เว็บไซต์ http://www.receita.fazenda.gov.br/Legislacao/AcordosInternacionais/AcordosDuplaTrib.htm)

นอกจากนี้บราซิลยังได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนกับบริษัทคมนาคมขนส่งทางอากาศและทางทะเลบางแห่ง

กฎหมายแรงงานของบราซิลมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และ เป็นแบบแผน เอื้อประโยชน์ต่อลูกจ้างเป็นอย่างดี พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยแรงงาน (The Consolidation of Labor Laws (CLT) Decreto-Lei ฉบับที่ 5,452) มีผลบังคับใช้ในปี 1943 และครอบคลุมบทกฎหมายแรงงานอื่นๆ ทั้งหมดกว่า 90 มาตรา รัฐบาลได้แก้ไขเพิ่มเติมบางมาตราในช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 1988 เมื่อมีการผ่านรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐใหม่ กฎหมายดังกล่าวนี้มีผลบังคับใช้กับลูกจ้างทุกประเภททุกงาน

ยกเว้นข้าราชการที่จะใช้กฎระเบียบแยกออกต่างหาก

ลูกจ้างที่จดทะเบียนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างในประเทศหรือต่างประเทศต้องมีบัตรบันทึกการทำงาน (Carteira de Trabalho) ที่ระบุเงื่อนไขการจ้างงาน นายจ้างต้องมีบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรหรือบัตรบันทึกที่ระบุข้อมูลลูกจ้างแต่ละรายและต้องสำแดงรายละเอียดต่างๆ ของลูกจ้างทั้งหมดต่อกระทรวงแรงงานปีละครั้ง รวมถึงแจ้งจำนวนลูกจ้างต่างชาติและแรงงานผู้เยาว์ให้ทางรัฐบาลทราบด้วย ทั้งนี้บริษัทสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ในสัดส่วน 1/3 (ตำแหน่งงานที่เหลืออีก 2/3 รวมถึงเงินเดือนทั้งหมดที่บริษัทต้องชำระ ต้องเป็นของลูกจ้างสัญชาติบราซิล)

นักลงทุนควรระมัดระวังเรื่องสัญญาการว่าจ้างให้ดีเนื่องจากตามข้อกำหนดของ CLT การตกลงด้วยวาจาอาจถือเป็นสัญญาจ้างงานที่เป็นทางการได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเนื้อหาสาระสำคัญกว่ารูปแบบ อย่างไรก็ตามขอให้นักลงทุนร่างสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัทและลูกจ้างให้ชัดเจน นอกจากนี้ในสัญญาควรระบุเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยในกรณีพิเศษ นโยบายด้านความลับ และข้อตกลงไม่แข่งขัน

ตามหลักกฎหมายระบุว่าการแก้ไขข้อกำหนดหรือเงื่อนไขใดๆ ในสัญญาว่าจ้างจำเป็นต้องได้รับการยินยอมจากลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรและต้องไม่สร้างความเสียหาย (ทางการเงินหรืออื่นๆ) แก่ลูกจ้าง ข้อพิพาทต่างๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการจ้างงานจะถูกพิจารณาโดยศาลแรงงานประจำรัฐ (Justiça do Trabalho).

การว่าจ้างแรงงานมีอยู่ 2-3 วิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ การว่าจ้างทำงานเต็มเวลาผ่านพระราชกฤษฎีกา CLT วิธีการอื่นๆ ได้แก่ การจ้างพนักงานชั่วคราว นักศึกษาฝึกงาน พนักงานฝึกหัดและแรงงานอิสระ

ประเภทการจ้างงานอื่นๆ

นักศึกษาฝึกงาน มีชั่วโมงการทำงานจำกัด (6 ชั่วโมง/วัน) โดยบริษัทต้องทำสัญญากับมหาวิทยาลัยและสามารถจ้างนักศึกษาที่ยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยได้เท่านั้น
พนักงานฝึกหัด มีกระบวนการจ้างงานเช่นเดียวกับจ้างผ่านกระบวนการในพระราชกฤษฎีกา CLT แต่กรณีนี้มักนิยมใช้กับนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่
การจ้างงานชั่วคราว บริษัทสามารถจ้างพนักงานชั่วคราวเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเพื่อทำงานแทนพนักงานประจำที่ต้องลางานชั่วคราวหรือเพื่อช่วยงานเพิ่มเติม โดยมีระยะเวลาการจ้างสูงสุด 2 ปี บริษัทสามารถขยายเวลาจ้างงานออกไปอีกได้ในลักษณะเดียวกัน นายจ้างต้องชี้แจงเหตุผลแก่รัฐบาลถึงสาเหตุที่ต้องจ้างงานชั่วคราว มิเช่นนั้นรูปแบบการจ้างงานจะต้องใช้เกณฑ์การจ้างงานแบบถาวร ทั้งนี้พนักงานชั่วคราวจะได้รับการคุ้มครองสิทธิ์และอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา CLT แต่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นอกเหนือที่จะได้หากทำงานระยะเวลานานขึ้น
แรงงานอิสระ ลูกจ้างประเภทนี้เป็นลูกจ้างอิสระแต่ต้องมีสัญญาและเสียภาษี ณ ที่จ่าย 20%  ทั้งนี้ลูกจ้างอาจเปิดบริษัทของตนเองและให้บริการการปรึกษา ข้อดีของการจ้างงานประเภทนี้คือมีความยืดหยุ่นในการทำงาน เสียภาษีน้อยกว่าทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

กฎระเบียบเรื่องแรงงาน

ชั่วโมงการทำงานสูงสุด

ชั่วโมงการทำงานสูงสุดของลูกจ้างนั้นอยู่ที่วันละ 8 ชั่วโมงและไม่เกิน 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การทำงานล่วงเวลาอนุญาตให้ทำได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง การจ่ายเงินล่วงเวลาในวันธรรมดาต้องจ่ายเพิ่มไม่น้อยกว่า 50% ของอัตราค่าจ้างปกติ ส่วนการทำงานในวันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานก่อน และต้องจ่ายเงินค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 100% ของอัตราค่าจ้างปกติ

ค่าจ้างขั้นต่ำ

รัฐบาลกลางเป็นผู้กำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่นายจ้างต้องจ่ายให้กับลูกจ้าง โดยมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ ทั้งนี้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำทุกปี (ปัจจุบันอยู่ที่ 724.00 เฮอัล ต่อเดือน หรือประมาณ 330.00 ดอลลาร์สหรัฐ) แรงงานบางประเภท (เช่น พนักงานขาย พนักงานขับรถ หมอ เป็นต้น) มีค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของอาชีพอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ สหภาพแรงงานและรัฐต่างๆ อาจกำหนดค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่านี้ก็ได้

ระยะเวลาการทดลองงาน

สัญญาการจ้างงานทุกฉบับจะกำหนดระยะเวลาทดลองงานเบื้องต้นไว้ 90 วัน และสามารถขยายต่อได้อีก 90 วัน โดยในช่วงดังกล่าวฝ่ายนายจ้างหรือลูกจ้างสามารถยกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องชำระค่าปรับเต็มจำนวนเฉกเช่นปกติ คู่สัญญาอาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ในสัญญา


สวัสดิการต่างๆ

การลางานแบบได้รับค่าจ้าง

ในบราซิล นอกเหนือจากวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ แล้ว ลูกจ้างทุกคนมีสิทธิลางานประจำปีโดยที่ยังได้รับค่าจ้างอยู่ได้ 30 วัน โดยลูกจ้างจะได้รับสิทธิดังกล่าวก็ต่อเมื่อทำงานมาเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 1 ปีแล้ว และจะต้องใช้วันลาดังกล่าวภายใน 12 เดือนหลังจากได้รับสิทธิ (มิเช่นนั้นนายจ้างจะต้องชำระค่าปรับ) รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินเพิ่มเติมให้แก่ลูกจ้างในช่วงลาพักร้อนเป็นจำนวนหนึ่งในสามของเงินเดือนปกติ

เงินโบนัสวันคริสต์มาส (เงินเดือนเดือนที่13)

ลูกจ้างทุกคนจะได้รับเงินพิเศษวันคริสต์มาสหรือที่เรียกกันว่าเงินเดือนเดือนที่ 13 ซึ่งเป็นเงินเดือนเพิ่มเติมประจำปีโดยบริษัทจะแบ่งชำระเป็นสองงวด เงินพิเศษนี้จะชำระพร้อมกับค่าชดเชยทั้งหมดรวมถึงเงินล่วงเวลาและเงินพิเศษต่างๆ

การจ่ายโบนัสจากผลกำไรของบริษัท

บริษัทอาจเลือกให้สวัสดิการในรูปแบบการแบ่งกำไรให้แก่ลูกจ้าง โดยกฎหมายฉบับที่ 10,101(19 ธันวาคม 2000) ระบุไว้ว่า แม้ว่าจะมิได้เป็นการบังคับตามกฎหมาย แต่หากบริษัทเลือกที่จะให้สวัสดิการดังกล่าวแล้ว จะต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้านสวัสดิการดังกล่าว ( เช่น อนุญาตให้ลูกจ้างของบริษัททุกคนเข้าร่วมสวัสดิการดังกล่าว)

สุขภาพและความปลอดภัย

พระราชกฤษฎีกา CLT และกระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยไว้ในระเบียบการบริหารงาน (Administrative Rules) ซึ่งบรรจุบทบัญญัติเฉพาะด้าน ได้แก่ การป้องกันอุบัติภัย การสวมใส่อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยแก่บุคลากร ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยภายในอาคาร การคมนาคมขนส่ง การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ การทำงานในสภาพแวดล้อมที่อาจเกิดอันตรายและ การปนเปื้อนทางสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้นายจ้างจะต้องจัดให้มีคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยในองค์กรซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง และต้องจัดประชุมเป็นระยะเพื่อร่วมมือป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน

หากคนงานสัมผัสกับสารเคมีหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตราย บริษัทจะต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 10 ร้อยละ 20 หรือ ร้อยละ 40 จากค่าแรงขั้นต่ำ นอกจากนี้แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้อง บริษัทควรมีโครงการดูแลสุขภาพลูกจ้างที่ต้องทำงานซ้ำๆ ในสายการผลิตต่างๆ

การพักทานข้าวและพักผ่อน

ในการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ลูกจ้างจะต้องมีเวลาพักรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง หากทำงานวันละ 4-6 ชั่วโมง ลูกจ้างจะต้องได้พัก 15 นาที

สวัสดิการอื่นนอกเหนือจากค่าจ้าง

นายจ้างต้องจ่ายค่าเดินทางให้ลูกจ้างโดยใช้ระบบตั๋วที่เรียกว่า Vale-Transporte หรือนายจ้างอาจให้สวัสดิการนอกเหนือจากนี้ก็ได้ ในประเทศบราซิลนายจ้างต้องจ่ายค่าอาหารกลางวันโดยให้เป็นบัตรรับประทานอาหาร (Vale-Refeição หรือ Vale-Alimentação) บางบริษัทอาจมีนโยบายดูแลสุขภาพและประกันชีวิตให้พนักงาน ทั้งนี้สวัสดิการต่างๆ ที่ให้แก่ลูกจ้าง (ตัวอย่างเช่น ประกันสุขภาพ กองทุนบำนาญ ประกันชีวิต การศึกษา เป็นต้น) เป็นเรื่องนอกเหนือจากเงินเดือน

ตัวอย่างค่าใช้จ่ายในรูปเงินเดือนโดยรวมของบริษัท

เงินเดือนสุทธิทั้งปี (GS)   R$ 10,000.00
เงินประกันสังคม (INSS) (20% + 5.8%) R$ 2,580.00
กองทุนพิเศษสำหรับสภาวะตกงาน (FGTS) (8% ของเงินเดือนสุทธิ) + (8%  เงินเดือนเดือนที่13) + (8% เงินเดือนช่วงพักร้อน) R$ 888.67
เงินเดือนเดือนที่ 13 เงินเดือนสุทธิ/12 R$ 833.30
เงินพิเศษช่วงพักร้อน (เงินเดือนสุทธิ x 30%)/12 R$ 275.0
สวัสดิการอื่นๆ (แล้วแต่บริษัทกำหนด) R$ 660 - R$ 1500
ค่าใช้จ่ายในรูปเงินเดือนโดยประมาณ   R$ 15,237 - R$ 16,077

โดยปกติแล้วบริษัทจะต้องจ่ายเงินเพิ่มจากฐานเงินเดือนประมาณ 50% ถึง 80% รวมภาษีและสวัสดิการต่างๆ

การลาคลอด

ลูกจ้างหญิงในบราซิลมีสิทธิลาคลอดได้ 120 วัน นายจ้างจะเป็นผู้จ่ายเงินเดือนช่วงที่ลูกจ้างลาคลอด โดยอาจหักลบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับระบบประกันสังคม พระราชกฤษฎีกา CLT กำหนดมิให้นายจ้างไล่ลูกจ้างที่กำลังตั้งครรภ์ออก โดนมีผลบังคับนับจากวันที่รู้ว่าตั้งครรภ์จนถึงอย่างน้อย 5 เดือนหลังคลอด ทั้งนี้ บิดาของเด็กสามารถลาได้ 5 วัน

การเลิกจ้าง

การเลิกจ้างพนักงานแบ่งออกเป็นสองกรณี คือ กรณีลูกจ้างประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือก่อความเสียหายให้แก่บริษัท (เรียกว่า ‘com justa causa’) และ กรณีบริษัทไล่พนักงานออกด้วยเหตุผลอื่น (เรียก ‘sem justa causa’)

กรณีลูกจ้างประพฤติตนไม่เหมาะสมหรือก่อความเสียหายให้แก่บริษัท

บริษัทมีข้อโต้แย้งตามกฎหมายที่สมเหตุสมผล ดังนั้นจึงไม่มีเหตุต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ แก่ลูกจ้างดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีที่พบไม่บ่อยนัก

กรณีบริษัทไล่พนักงานออกด้วยเหตุผลอื่น

บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้าง (seguro-desemprego) ลูกจ้างมีสิทธิใช้เงินจากกองทุนพิเศษสำหรับสภาวะตกงานหรือ FGTS ซึ่งบริษัทจะต้องนำฝากเข้าทุกเดือนในอัตราส่วน 8% ของฐานเงินเดือนปกติ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องแจ้งการเลิกจ้างล่วงหน้า 30 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทจะต้องจ่ายเงินเดือนแก่ลูกจ้างด้วย (ไม่ว่าลูกจ้างจะทำงานอยู่หรือไม่ก็ตาม)

สหภาพแรงงาน

ลูกจ้างทุกคนสามารถเข้าร่วมสหภาพแรงงาน เดินประท้วง นัดหยุดงานได้ สหภาพแรงงานมีหน้าที่ต่อรองค่าจ้างและผลประโยชน์ต่างๆ จากนายจ้าง สหภาพแรงงานที่เข้มแข็งที่สุดคือ สหภาพอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีความชำนาญในการเจรจา และมักใช้มาตรการเด็ดขาด

ข้อพึงระวังทางกฎหมาย

นิติกรของแต่ละบริษัทจะต้องใส่ใจกับคำพิพากษาที่อาจส่งผลกระทบด้านแรงงาน เช่น คำพิพากษาจากศาลแรงงานชั้นสูง (Súmulas de Jurisprudência do Tribunal Superior do Trabalho : TST) ข้อกำหนดที่ออกโดยกระทรวงแรงงาน (MTE) และข้อตกลงที่ทำกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ให้สัตยาบันโดยประเทศบราซิล

ข้อเสนอแนะ

นายจ้างควรบันทึกและจัดเก็บเอกสารและปฏิบัติตามกระบวนการต่างๆ เนื่องจากการใช้แรงงานเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในประเทศบราซิล ช่องโหว่ทางกฎหมายในพระราชกฤษฎีกา CLT ทำให้ลูกจ้างได้เปรียบในการเรียกร้องต่างๆ และมีทนายผู้เชียวชาญคดีแรงงานหลายรายสนับสนุนให้พนักงานที่ถูกเลิกจ้างฟ้องร้องนายจ้างในอดีตเพื่อให้ได้เงินชดเชยต่างๆ โดยศาลมักเห็นชอบกับแรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากบริษัทไม่มีหลักฐานปกป้องบริษัท นอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว นายจ้างต้องระมัดระวังในการร่างข้อตกลงต่างๆ ระหว่างหุ้นส่วนตัวแทนฝ่ายขายระดับภูมิภาค หรือที่ปรึกษาต่างๆ

กลุ่มธุรกิจเฉพาะ (เครื่องสำอาง เครื่องเรือน อาหารและเครื่องดื่ม)

หากพิจารณาธุรกิจสามประเภทที่นักธุรกิจไทยเลือกลงทุน ได้แก่ ธุรกิจเครื่องสำอาง เครื่องเรือน อาหารและเครื่องดื่ม ยังไม่มีคำแนะนำเฉพาะ แต่มีข้อสังเกตว่ากลุ่มธุรกิจทั้งสามนี้เน้นการใช้แรงงานในการประกอบการเป็นหลัก นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานให้ดี นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานแรงงานและสุขภาพมักเข้ามาตรวจสอบอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น จึงควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ชาวต่างชาติอาจซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศบราซิลได้โดยไม่ต้องมีหุ้นส่วนกับบริษัทท้องถิ่น อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดในการเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์บางประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินในชนบท เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้นำกฎหมายที่ดินที่ครอบคลุมประเด็นนี้เข้าสภาเพื่ออภิปราย และหารือหลายครั้ง มีข้อจำกัดและ/หรือค่าธรรมเนียมในการเข้าซื้อที่ดินบางพื้นที่ เช่น ที่ดินที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล หมู่เกาะ ชนบท ชายแดน (ในระยะ 150 กิโลเมตร) ทั้งนี้ชาวบราซิลและชาวต่างชาติมีสิทธิในการเช่าหรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในบราซิลเท่าเทียมกันเกือบทั้งหมด

ที่ดินทุกผืนจะต้องจดทะเบียนกับสำนักงานที่ดิน (Cartório de Registros Imobiliários) ที่ตั้งอยู่ในเขตเดียวกันกับที่ดิน การจดทะเบียนที่ดินสามารถทำได้ที่สำนักทะเบียนแห่งเดียวเท่านั้น เพื่อรวมรวบประวัติการโอนที่ดินและลักษณะที่ดินทั้งหมด ข้อมูลที่ดินทั้งหมดเปิดเผยต่อสาธารณะและค่าจดทะเบียนแตกต่างกันไปแล้วแต่รัฐแต่ละแห่งจะกำหนดการซื้อที่ดินในบราซิลต้องปฏิบัติตามขั้นตอน

การซื้อที่ดินในบราซิล

  • การซื้อที่ดิน ผู้ซื้อจำเป็นต้องมีหมายเลข CNPJ/CPF (เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา/นิติบุคคล)
    ซึ่งออกโดยกรมสรรพกร สูติบัตรที่แปลเป็นภาษาโปรตุเกสโดยนักแปลที่มีวุฒิเป็น Sworn Translator และรับรองคำแปลโดยสถานกงสุลบราซิลประจำประเทศผู้ขอ และหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุหรือบัตรทะเบียนชาวต่างชาติ (National Registry of Foreigners (RNE) หากผู้ซื้อเป็นชาวต่างชาติที่สมรสแล้ว คู่สมรสต้องยื่นเอกสาร เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรด้วย
  • นักลงทุนควรแต่งตั้งสมาชิกของ CRECI
    ซึ่งเป็นองค์กรที่มีที่มีความชำนาญด้านการจัดการที่ดินและเป็นนายหน้าค้าที่ดินให้เป็นตัวแทนในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
  • ควรมีที่ปรึกษาด้านกฎหมายท้องถิ่น

ปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าถาวรไม่สามารถจดจำนองที่ดินได้ อย่างไรก็ตามบราซิลกำลังปฏิรูปตลาดการจำนองที่ดินภายในประเทศอยู่เนื่องจากมีชาวต่างชาติสนใจเข้าซื้อที่ดินจำนวนมากเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เป็นไปได้ว่าในอนาคตชาวต่างชาติอาจจะสามารถจัดไฟแนนซ์ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ (จดจำนองอสังหาริมทรัพย์) โดยไม่จำต้องมีสถานะเป็นผู้พำนักถาวร

หากที่ดินอยู่ในเขตชนบท เฉพาะชาวต่างชาติที่มีสถานะเป็นผู้พำนักถาวรในบราซิลและมีที่พำนัก (ถือครองที่ดินในเมืองแล้ว) จึงจะมีสิทธิซื้อที่ดินได้

สำหรับการซื้อหรือเช่าที่ดินในชนบทนั้น บราซิลได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "ชาวต่างชาติ" ไว้ดังนี้

  • บุคคลธรรมดาต่างชาติที่ยังไม่โอนสัญชาติแม้จะสมรสกับพลเมืองบราซิลที่มีที่ดินและมีบุตรสัญชาติบราซิลแล้ว
  • นิติบุคคลต่างชาติ คือ บริษัทที่ใช้เงินทุนจากต่างประเทศทั้งหมด มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในต่างประเทศและได้รับอนุญาตให้มาทำธุรกิจในบราซิล หรือ เป็นบริษัทสัญชาติบราซิลที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ถือครองหุ้นส่วนใหญ่ ทั้งนี้หมายรวมถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่พำนักหรือตั้งสำนักงานใหญ่ในบราซิลหรือต่างประเทศ

แม้ชาวต่างชาติจะได้รับอนุญาตให้ซื้อที่ดินได้แต่ก็มีข้อจำกัดด้านปริมาณที่ดินที่จะซื้อ

ข้อกำจัดในการซื้อที่ดิน

ประเภทชาวต่างชาติ
บุคคลธรรมดา สามารถซื้อที่ดินได้ไม่เกิน 50 MEI [1](Indefinite Exploitation Module) หรือประมาณ 250-50,000 เฮกเตอร์ ขึ้นอยู่กับเทศบาลกำหนด
นิติบุคคล สามารถซื้อที่ดินได้ไม่เกิน 100 MEI หรือประมาณ 500 ถึง 10,000 เฮกเตอร์ ขึ้นอยู่กับเทศบาลกำหนด
 
ข้อกำหนดของเทศบาลและสัญชาติของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์
เทศบาลกำหนดให้ชาวต่างชาติสามารถซื้อที่ดินได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของขนาดที่ดินในเขต
ชาวต่างชาติที่ถือสัญชาติเดียวกันไม่สามารถถือครองที่ดินได้เกินร้อยละ 10 ของขนาดที่ดินทั้งหมดในเขตเทศบาลนั้นๆได้
การซื้อที่ดินที่อยู่ในเขตชายแดนหรือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในประเทศต้องได้รับคำยินยอมจากปลัดกระทรวงกลาโหม

การซื้อหรือเช่าที่ดินของชาวต่างชาติในบราซิลมีข้อกำหนดหลักๆดังนี้

บุคคลธรรมดา

นิติบุคคล

ต้องเป็นผู้พำนักถาวรในบราซิลและลงทะเบียนในระบบทะเบียนชาวต่างชาติ (RNE) โดยมีสถานะเป็นผู้พำนักถาวร ต้องจดทะเบียนกับคณะกรรมการการค้า (Junta Comercial) ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในรัฐบราซิล บริษัทที่ดูแลกิจการโดยชาวต่างชาติ ทั้งที่เป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาที่พำนัก หรือมีสำนักงานใหญ่อยู่ต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนทั้งสิ้น
นำเสนอแผนการใช้ที่ดิน (กรณีซื้อที่ดินขนาดใหญ่กว่า 20 MEI) ต้องได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการในบราซิลอย่างเป็นทางการ หากเป็นนิติบุคคลต่างชาติ (ชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุมทุนในบริษัททั้งหมด)
 
มีกฎระเบียบชัดเจนกรณีดำเนินกิจการต่อไปนี้ เกษตรกรรม ปศุสัตว์ ป่าไม้ ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐาน
 
นำเสนอแผนการใช้ที่ดินไม่ว่าที่ดินที่จะซื้อหรือจะเช่าจะมีขนาดเท่าใด
ที่มา: Incra

การวางแผนการใช้ที่ดินข้างต้น

กระทำเพื่อแจกแจงวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินแก่รัฐบาล ผู้ประสงค์จะซื้อหรือเช่าที่ดินต้องระบุรายละเอียดต่อไปนี้

  • ชี้แจงความเหมาะสมในการซื้อโดยเทียบสัดส่วนที่ดินที่จะซื้อกับขนาดโครงการ
  • แผนการเงินและแผนการใช้ทุนกายภาพ รวมทั้งแผนริเริ่มโครงการ
  • แหล่งสินเชื่อที่คาดว่าจะใช้สนับสนุนการลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมด
  • รายงานความเป็นไปได้ในการขนส่งและการริเริ่มการขนส่ง กรณีเป็นโครงการอุตสาหกรรมผู้ขอซื้อจะต้องชี้แจงความสอดคล้องระหว่างทำเลที่ดินและประเภทของโรงงานที่จะสร้าง

นอกจากนี้ผู้ขอซื้อที่ดิน ต้องแสดงเอกสารว่าโครงการของตนสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการกำหนดพื้นที่ทางเศรษฐกิจและทางนิเวศวิทยา (ZEE) [2] กฎหมาย ZEE กำหนดว่าพืชชนิดใดเหมาะที่จะปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ใดของประเทศ โดยใช้มาตรฐานการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางระบบนิเวศเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา

การวางแผนการใช้ที่ดินจะต้องสอดคล้องกับสถาบันปฏิรูปการเกษตรกรรมและอาณานิคมแห่งชาติ (INCRA) ซึ่งอาจจะส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานของรัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ (MDIC) กระทรวงการท่องเที่ยว (Mtur) หรือ กระทรวงพัฒนาเกษตรกรรม (MDA) เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว ขึ้นอยู่กับประเภทโครงการ แต่ทุกโครงการจะถูกประเมินโดยกระทรวงการเกษตร ปศุสัตว์และการผลิตอาหาร (MAPA) การตัดสินชี้ขาดว่าจะอนุมัติหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ INCRA

การยื่นขออนุญาตและนำเสนอแผนการใช้ที่ดินขึ้นอยู่กับประเภทชาวต่างชาติและขนาดที่ดิน

บุคคลธรรมดา

นิติบุคคล

กรณีที่ดินมีขนาดไม่เกิน 3 MEI
ผู้ยื่นต้องรับรองว่าตนมิได้ถือครองที่ดินผืนอื่นในชนบทในบราซิล นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถซื้อที่ดินที่มีขนาดเล็กกว่า 3 MEI หลายๆ ผืนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดดังกล่าว

จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจาก INCR และต้องยื่นแผนการใช้ที่ดินไม่ว่าที่ดินจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม

กรณีที่ดินมีขนาดตั้งแต่ 3 ถึง 20 MEI
ต้องได้รับอนุญาตจาก INCR ก่อนแต่ผู้ยื่นจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องยื่นแผนการใช้ที่ดิน

กรณีที่ดินที่มีขนาดเกิน 100 MEI
นอกจากจะต้องได้รับอนุญาตจาก INCR และยื่นแผนการใช้ที่ดินแล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจากสภาแห่งชาติด้วย

กรณีที่ดินที่มีขนาดเกิน 20 MEI
ต้องได้รับอนุญาตจาก INCR และ ต้องยื่นแผนการใช้ที่ดิน

 


ที่ดินขนาดเกิน 50 MEI นอกจากจะต้องได้รับอนุญาตจาก INCR และยื่นแผนการใช้ที่ดินแล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจากสภาแห่งชาติด้วย

 


ที่มา: Incra

ชาวต่างชาติมิอาจซื้อหรือเช่าที่ดินที่มีขนาดเกิน 50 MEI ได้

บริษัทต่างชาติสามารถซื้อที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ตามสัญญาของบริษัทหรือตามข้อบังคับเท่านั้น บริษัทต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท (เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม เกษตรกรรม เป็นต้น)

ขนาดที่ดินในชนบทจะต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของที่ดินในเขตเทศบาล ชาวต่างชาติมีสิทธิครอบครองที่ดินหลายผืนแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 40 ของร้อยละ 25 ที่กำหนดไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดินในเทศบาลนั้นๆ

ข้อจำกัดนี้ยังคงมีผลบังคับใช้กรณีนักลงทุนปรับโครงสร้างบริษัท ไม่ว่าจะด้วยการเข้าซื้อบริษัท เปลี่ยนเป็นบริษัทร่วมทุน หรือ เปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือครองหุ้น หากโครงการดังกล่าวช่วยส่งเสริมโครงการพัฒนาต่างๆ ของประเทศ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐบราซิล มีสิทธิออกคำสั่งพิเศษอนุมัติให้ชาวต่างชาติเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเขตชนบทได้นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด

ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักอัยการสูงสุด (Advocacia-Geral da União) ในปี 2010 บริษัทสัญชาติบราซิลที่ควบคุมกิจการโดยทุนต่างชาติให้ถือว่าอยู่ภายใต้กฎระเบียบพิเศษเช่นเดียวกับบริษัทต่างชาติ


กฎหมายที่ดิน กฎหมายลิขสิทธิ์และ ทรัพย์สินทางปัญญา

บราซิลมีนโยบายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของนักลงทุนต่างชาติที่เคร่งครัด ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาบราซิลได้แสดงตนในฐานะผู้นำการก่อตั้งและสมาชิกผู้สนับสนุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับพหุภาคีอย่างต่อเนื่อง โดยบราซิลได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกหรือ WIPO และองค์การค้าโลก (WTO) ซึ่งเป็นสองสถาบันหลักด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศและได้ลงนามในสนธิสัญญาพหุภาคีด้านทรัพย์สินทางปัญญาหลายฉบับ

เช่น อนุสัญญากรุงปารีส (Paris Convention) อนุสัญญากรุงเบิร์น (Burne Convention) สนธิสัญญาการร่วมมือทางสิทธิบัตรและข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า(TRIPS)

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเทคโนโลยีในตลาด บราซิลจึงยกระดับมาตรการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ให้แก่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์เทคโนโลยีทั้งที่ดำเนินกิจการอยู่และกำลังจะดำเนินกิจการ ดังนี้

  • มาตรฐานสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศถูกบรรจุไว้ในข้อกฎหมายของบราซิล บางครั้งกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของบราซิลเอง ให้ความคุ้มครองยิ่งกว่าสนธิสัญญา TRIPS
  • บราซิลมีกฎหมายคุ้มครองการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและการออกแบบแผงวงจร IC
  • บราซิลได้นำระบบการจำแนกประเภทเครื่องหมายการค้าและมาตรฐานการตรวจสอบเครื่องหมายการค้าระดับนานาชาติมาใช้ในประเทศ
  • บราซิลกำลังพิจารณาเข้าร่วมภาคีพิธีสารมาดริด (เครื่องหมายการค้า) และ ความตกลงกรุงเฮก (การออกแบบทางผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม)

หน่วยงานที่ดูแลเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

คือ สถาบันทรัพย์สินอุตสาหกรรมแห่งชาติ (Instituto Nacional da Propriedade Industrial - INPI) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ กระทรวงพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ หรือ MDIC

ประเทศบราซิลได้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติม เพื่อให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยพระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์ (Lei dos Direitos Autorais - LDA, Lei ฉบับที่9,610/1998) ครอบคลุมผลงานที่เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต ทุกประเภท (สื่อตัวอักษร ดนตรี ภาพวาด ภาพถ่าย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ได้รับความคุ้มครองทั้งภายใต้กฎหมายซอฟแวร์ (Lei do Software) และ พรบ. ลิขสิทธิ์ (Lei dos Direitos Autorais - LDA) ผลงานสื่อผสมก็ได้รับการคุ้มครองภายใต้พรบ. LDA ตามประเภทสื่อที่บัญญัติไว้ในมาตรา กฎหมายที่เพิ่งออกใหม่คือ ร่างพระราชบัญญัติสิทธิพลเมืองว่าด้วยการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet Civil Rights Bill) ให้ความคุ้มครองการใช้งานทางอินเตอร์เน็ต ทั้งแก่ผู้ใช้และผู้ให้บริการ การคุ้มครองฮาร์ดแวร์อยู่ภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา Lei ฉบับที่ 9,279/96 หรือ กฎหมาย Lei ฉบับที่ 11,484/07 ซึ่งให้การคุ้มครองการวางผังวงจรไฟฟ้า

การทำสัญญาว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศนั้น ควรใช้ความระมัดระวังรอบคอบเป็นพิเศษ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเลือกกรอบกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายตกลงใช้ร่วมกัน และต้องเคารพระเบียบที่บัญญัติภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว รวมถึงจารีตของกฎหมายท้องถิ่นด้วย บทบัญญัติของประเทศบราซิลที่ว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (International Private Law) บัญญัติไว้ใน Direito International Privado ตอน Lei de Introdução ao Código Civil (LICC - Decreto ฉบับ 4,657/42) การทำนิติกรรมในบราซิลแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ หนึ่ง สัญญาที่ลงนามต่อหน้าคู่สัญญา ให้ถือกฎหมายของประเทศที่ลงนามในสัญญาเป็นสำคัญ (Caput ของมาตรา 9 ใน LICC) และ สอง สัญญาที่ลงนามต่างสถานที่กัน ให้ถือกฎหมายของประเทศผู้ให้บริการเป็นสำคัญ (วรรค 2 มาตรา 9 ใน LICC) โดยมาตราดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับสัญญาระหว่างประเทศทุกรูปแบบ รวมถึงสัญญาว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

ในปี 1996 มีการผ่านกฎหมายฉบับที่ 9,279 ว่าด้วยสิทธิและข้อผูกพันที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม โดยใช้ชื่อว่าประมวลกฎหมายทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (novo Código de Propriedade Industrial brasileiro) ประมวลฉบับนี้ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์คิดค้น แม่แบบการใช้งาน แบรนด์ผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า การบริการอุตสาหกรรม การเขียนแบบต่างๆ ตลอดจนอาชญากรรมทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม ซึ่งข้อกฎหมายนี้ได้รับแก้ไขเพิ่มเติมไว้ในกฎหมาย Lei ฉบับที่ 10,196/2001

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประมวลกฎหมาย ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สถาบันทรัพย์สินอุตสาหกรรมแห่งชาติ (INPI) (http://www.inpi.gov.br)


คำอธิบายเพิ่มเติม

  • [1] MEI (Indefinite Exploitation Module)
    เป็นมาตรวัดที่ระบุด้วยหน่วยเฮกเตอร์ ใช้กำหนดขนาดที่ดินที่ชาวต่างชาติสามารถซื้อหรือเช่าได้ในเขตปกครองเทศบาลบราซิล MEI แต่ละขั้นจะกำหนดช่วงขนาดที่ดินจาก 5-100 เฮกเตอร์ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสถาบันปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรและอาณานิคม (National Institute of Colonization and Agrarian Reform (INCRA) โดยพิจารณาจากขนาดพิ้นที่ เขตภูมิศาสตร์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเขตเทศบาลนั้นๆ
    โปรดศึกษาขนาดที่ดินของ MEI แต่ละขั้นได้ที่ http://www.incra.gov.br/estrutura-fundiaria/regularizacao-fundiaria/aquisicao-e-arrendamento-de-terras-por-estrangeiro/file/1114-modulo-de-exploracao-indefinida-mei
  • [2] กฎระเบียบว่าด้วยการกำหนดพื้นที่ทางเศรษฐกิจและทางนิเวศวิทยา (ZEE) :
    Lei 6.938: http://www.planalto.gov.br/ccivil_03/leis/L6938.htm .
    Decreto 4.297: http://www.planalto.gov.br/ccivil_03/decreto/2002/d4297.htm

รัฐบาลบราซิล ทั้งรัฐบาลกลาง รัฐบางระดับรัฐ และ ระดับเทศบาล ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่สนใจลงทุนในประเทศบราซิลหลายโครงการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่รัฐบาลให้ความสนใจ เช่น สาธารณูปโภคพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศ น้ำมันและก๊าซ อิเล็กทรอนิกส์ การต่อเรือ และการส่งออก โดยบริษัทต่างชาติและบริษัทบราซิลต่างได้รับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานรัฐเหมือนกัน โดยการอนุมัติสิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากรายละเอียดโครงการ เช่น จำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ และอัตราการสร้างงานที่นักลงทุนและคู่ค้านำเสนอ

รัฐบาลกลางมอบสิทธิประโยชน์หลายโครงการแก่นักลงทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนากลยุทธ์ในภาคธุรกิจต่าง ๆ ภายในประเทศโดยมีโครงการ ดังนี้

PADIS โครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ (Semi conductor) และ หน้าจอแสดงผล
PADTV โครงการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล
RECAP โครงการอัตราภาษีพิเศษสำหรับการซื้อสินค้าเพื่อการลงทุนสำหรับบริษัทส่งออกและอู่ต่อเรือ
REIDI โครงการอัตราภาษีพิเศษสำหรับธุรกิจพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
REPENEC โครงการสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับธุรกิจพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในอุตสาหกรรมน้ำมันทางตอนเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกกลาง
REPES โครงการอัตราภาษีพิเศษสำหรับธุรกิจส่งออกบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ
REPORTO โครงการอัตราภาษีพิเศษสำหรับธุรกิจปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานบริเวณท่าเรือให้มีความทันสมัย
REPETRO โครงการอัตราภาษีศุลกากรขาเข้า ขาออกพิเศษสำหรับธุรกิจสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซ
RETAERO โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมการออกแบบหรือสร้างเครื่องบิน

เครือข่ายข้อมูลการลงทุนในบราซิล (RENAI)

เครือข่ายข้อมูลการลงทุนในบราซิล (RENAI) เป็นโครงการของกระทรวงพัฒนาการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมที่ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด หน้าที่ของเครือข่าย RENAI คือ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ข้อกฎหมาย โครงการต่างๆ แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

RENAI จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ

  1. แนะนำ และชี้แจงนโยบาย กฎระเบียบ โครงการต่างๆ ของรัฐบาลให้แก่ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนหรือจัดตั้งบริษัทในประเทศบราซิล
  2. เสนอข้อเรียกร้องจากภาคเอกชนแก่รัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับรัฐ เพื่อพัฒนาบรรยากาศทางธุรกิจด้วยการเปลี่ยนแปลงแก้ไขพัฒนานโยบายต่างๆ
  3. กระตุ้นและให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลระดับรัฐในการส่งเสริมการลงทุนในประเทศซึ่งจะเป็นเส้นทางสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

โดยสรุป RENAI ทำหน้าที่ให้บริการข้อมูล สร้างขีดความสามารถ ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการลงทุน
เนื่องจาก RENAI ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับรัฐ และมีคู่มือแนะนำข้อมูลด้านการลงทุนในระดับรัฐจำนวนมาก

ในระดับรัฐ หน่วยงานหลักที่จะคอยให้ความช่วยเหลือนักลงทุนทั้งชาวบราซิลและชาวต่างชาติ ได้แก่ InvesteSP, Instituto de Desenvolvimento Industrial de Minas Gerais (INDI), AgeRio (Agência Estadual de Fomento - RJ), Agência Paraná de Desenvolvimento, Secretaria de Desenvolvimento e Promoção de Investimento (Rio Grande do Sul) เป็นต้น

ตัวอย่างบริการที่จะได้รับจาก Investe SP ได้แก่

  • ให้ความช่วยเหลือด้านการประสานงานกับหน่วยงานรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น
  • ให้ความช่วยเหลือในการเลือกทำเลที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนในเมือง São Paulo และชี้แจงเงื่อนไขต่างๆ
  • เสนอแนวทางการเจรจากับหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ทั้งในระดับรัฐและระดับเทศบาล

RENAI เปิดต้อนรับนักลงทุนทุกท่าน โดยสามารถติดต่อได้ตามที่อยู่ด้านล่าง
Ministério do Desenvolvimento, Indústria e Comércio Exterior
E-mail: renai@mdic.gov.br
Fone: (61) 2027-7055 , Fax: (61) 2027-7047
Secretaria do Desenvolvimento da Produção – SDP
Esplanada dos Ministérios, Bloco "J", 5º andar - Sala 507.
CEP 70.053-900 – Brasília – DF

รัฐบาลบราซิลให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศส่งเสริมการแข่งขันด้านการวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้น จึงมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งจากบริษัทในและต่างประเทศที่จัดตั้งในบราซิล

เครื่องมือทางภาษีหลักที่ใช้ส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาและนวัตกรรมใหม่ๆ คือ

  • Lei do Bem (กฎหมาย Good Law)
    ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีนำเข้ากรณีซื้ออุปกรณ์เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา เพิ่มค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรใหม่ เพิ่มค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่นำมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาบางรายการ
  • Lei de Informática (กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ)
    ให้สิทธิประโยชน์แก่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์อัตโนมัติต่างๆ ในบราซิล

สิทธิประโยชน์ตามเขตภูมิภาค

สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับนักลงทุนที่สนใจทำธุรกิจในพื้นที่ที่มีความเจริญค่อนข้างน้อย โดยสิทธิประโยชน์ดังกล่าวมอบให้ตั้งแต่ระดับรัฐบาลกลาง ระดับรัฐ และ ระดับเทศบาลเมือง นักลงทุนที่สนใจทำธุรกิจในเขตภูมิภาคที่ระบุไว้ด้านล่างจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีนิติบุคคล (สูงสุดถึงร้อยละ 75) และสิทธิประโยชน์พิเศษอื่นๆ

โครงการเขตส่งเสริมการลงทุนเหล่านี้ จัดสรรโดยหน่วยงานเพื่อการพัฒนาภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น

  • เขตส่งเสริม SUDAM
    รัฐ Amazon ซึ่งมีคณะกรรมการพิจารณาส่งเสริมการลงทุนของเขต Amazon พิจารณาโครงการในรัฐทางตอนเหนือของบราซิล คือ รัฐ Acre, Amapá, Amazonas, ตะวันตกของ Maranhão, Mato Grosso, Pará, Rondônia, Roraima และ Tocantins
  • เขตส่งเสริม SUDENE
    บริเวณรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลทั้งหมด และรัฐ Minas Gerais และ Espírito Santo

นอกจากสิทธิประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้น นโยบายการค้าเสรีในรัฐมาเนาส์ (Manaus Free Zone) ในเขตอเมซอน ยังมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมการสร้างเขตอุตสาหกรรมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในป่าแอมะซอนพร้อมทั้งป้องกันการทำลายธรรมชาติ

หากลงทุนในรัฐมาเนาส์ นักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังต่อไปนี้

  • ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตหรือการลงทุนในอุตสาหกรรม สูงสุดถึงร้อยละ 88
  • ยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม
  • ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด สูงสุดถึงร้อยละ 75
  • ยกเว้นภาษีประกันสังคม
  • ลดภาษีมูลค่าเพิ่มระดับรัฐ (ICMS) ตั้งแต่ ร้อยละ 55 ถึงร้อยละ 100 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงการ

สิทธิประโยชน์จากรัฐด้านภาษีมูลค่าเพิ่มระดับรัฐ (ICMS)

แม้รัฐบาลบราซิลจะเสนอให้รัฐแต่ละรัฐเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มระดับรัฐ (ICMS) เท่ากันทั่วประเทศ แต่รัฐแต่ละรัฐก็ยังคงให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (ICMS) แก่นักลงทุนอยู่ โดยแต่ละรัฐยินดีให้ข้อมูลสิทธิประโยชน์ทางภาษี ICMS แก่นักลงทุน โดยนักลงทุนสามารถยื่นเรื่องขอข้อมูลได้จากกระทรวงต่างๆ ที่ทำหน้าที่ดูแลในแต่ละรัฐ


สิทธิประโยชน์จากเทศบาลเมือง

ในระดับเทศบาลเมืองนั้น มีระบบการจัดเก็บภาษีอยู่ 2 ประเภท คือ ภาษีบริการ (ISS) และ ภาษีโรงเรือน (IPTU) เจ้าหน้าที่เทศบาลอาจลดหย่อนภาษีเงินได้ให้แก่นักลงทุน โดยพิจารณาจากยอดการลงทุน และอัตราการสร้างงานให้แก่คนในท้องถิ่นในโครงการดังกล่าว

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอาจพิจารณายกที่ดินสาธารณะให้แก่นักลงทุนหากโครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่น


เขตนิคมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (EPZs)

นิคมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (EPZs) เป็นเขตการค้าเสรีที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตเพื่อการส่งออก เขต EPZs ถือเป็นเขตหลักของระบบควบคุมของศุลกากร เหมาะสำหรับบริษัทที่ประสงค์จะตั้งโรงงานและขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี นอกจากนี้ ยังเอื้อประโยชน์ต่อการวางแผนการส่งอออก เนื่องจากมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีศุลกากรและภาษีอื่นๆ ที่พ่วงมากับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ต้นทุนในการการส่งออกในเขต EPZs ยังต่ำกว่าเขตอื่น นักลงทุนจึงนิยมตั้งฐานการผลิตในเขตนิคมเพื่อส่งออกสินค้าสู่ตลาดนอกประเทศ

สิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับ

คือ บริษัทที่ตั้งโรงงานในเขต EPZs จะได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต (Excise Duty) จากสินค้าอุตสาหกรรม และ ยกเว้นภาษีประกันสังคม (Social Security tax) กรณีซื้อและนำเข้าวัตถุดิบในประเทศ รัฐแต่ละรัฐอาจ พิจารณายกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มระดับรัฐด้วย

นอกจากนี้แล้วบริษัทยังมีอิสระในการเลือกใช้อัตราการแลกเปลี่ยนอย่างอิสระ
กล่าวคือ หากสินค้าส่วนใหญ่ส่งออกไปต่างประเทศ บริษัทไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่ได้รับจากการส่งออกเป็นสกุลเฮอัล ทั้งนี้บริษัทสามารถขายสินค้า 20% ให้กับคนในท้องถิ่นได้โดยได้รับการยกเว้นภาษีรัฐบาลกลางและภาษีระดับรัฐทั้งหมด ดังนั้นบริษัทต่างชาติอาจพิจารณาตั้งโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (EPZs) หากพบว่าผลประโยชน์ทางการเงินที่ได้รับสูงกว่าเขตอื่น


การส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม

คำจำกัดความของธุรกิจขนาดย่อม

  • ธุรกิจขนาดเล็ก (Microempresas - ME)
    คือ ธุรกิจที่มีรายได้สุทธิต่อปีเทียบเท่า หรือต่ำกว่า 240,000 เฮอัล
  • บริษัทขนาดย่อม (Empresas de pequeno porte - EPP)
    คือ ธุรกิจที่มีรายได้สุทธิต่อปีสูงกว่า 240,000 เฮอัล หรือไม่เกิน 2,400,000 เฮอัล

Sebrae คือ หน่วยงานส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (Brazilian Micro and Small Business Support Agency)
มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม Sebrae เป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงกำไร มุ่งสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและเพิ่มขีดการแข่งขันแก่ธุรกิจขนาดเล็ก เนื่องจากร้อยละ99 ของบริษัทในประเทศบราซิลเป็นบริษัทขนาดย่อมและขนาดกลางที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานกว่าครึ่งหนึ่งของการจ้างงานทั้งประเทศ Sebrae จึงมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ

Sebrae เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ หรือ นักธุรกิจที่ก่อตั้งบริษัทในประเทศบราซิลเข้าใจตลาด และ กลุ่มลูกค้าของตน และ สามารถนำความข้อมูลดังกล่าวไปวางแผนธุรกิจที่ดีได้ โดย Sebrae มีบริการฝึกอบรม ให้คำปรึกษาทางธุรกิจ และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นและในภูมิภาค ในฐานะที่ปรึกษาด้านการวางแผนธุรกิจสำหรับธุรกิจขนาดย่อม Sebrae ยังช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดเป้าหมาย สินเชื่อ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม โดยมีศูนย์พัฒนาธุรกิจขนาดย่อมในบราซิลอยู่ 800 สาขา นอกจากนี้ Sebrae ยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมที่มีเป้าหมายเดียวกัน เช่น ความร่วมมือด้านสินเชื่อ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ธุรกิจเฉพาะกิจ กิจการร่วมค้า สมาคมรับประกันสินเชื่อ สมาคมธุรกิจ องค์กรประโยชน์ส่วนรวมของสังคม ศูนย์ธุรกิจ และ ความร่วมมือทางวัฒนธรรม

ข้อเสนอแนะ

บริษัททั้งขนาดกลางและย่อมของไทยสามารถติดต่อ Sebrae เพื่อขอรับการสนับสนุนและประสานงานกับบริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกันและหาข้อมูลโอกาสทางธุรกิจในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากหากได้ศึกษาอุปสรรคทางกฎหมายที่อาจจะต้องประสบเพื่อเตรียมการป้องกันล่วงหน้า

Selected sectors (เครื่องสำอาง เครืองเรือน อาหารและเครื่องดื่ม)

นักลงทุนไทยควรศึกษาสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากแต่ละรัฐ แต่ละเมือง และ จากรัฐบาลกลางให้มากที่สุด โดยนักลงทุนสามารถเจรจาขอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้หากพิสูจน์ได้ว่าโครงการของตนจะก่อให้เกิดการสร้างงานจำนวนมากและสร้างความมั่งคั่งให้กับคนในท้องถิ่น การลงทุนในกลุ่มธุรกิจเครื่องสำอาง เครื่องเรือน อาหารและเครื่องดื่ม มักใช้แรงงานจำนวนมาก นักลงทุนไทยจึงควรพิจารณาธุรกิจทั้ง 3 ประเภทนี้

ระบบภาษี

ธุรกิจขนาดย่อมมีระบบภาษีที่ไม่ซ้ำซ้อน เรียกว่า "SIMPLES"
หากบริษัทจัดอยู่ในประเภทธุรกิจขนาดย่อม และดำเนินธุรกิจที่บรรจุอยู่ในบัญชีธุรกิจที่ได้รับอนุญาต สามารถขอรับประโยชน์จากภาษีระบบ 'SIMPLES' ได้ ระบบการเก็บภาษีนี้จะช่วยให้นักลงทุนจ่ายภาษีหลายประเภทแต่ใช้แบบฟอร์มชำระภาษีใบเดียว

ลักษณะของระบบการชำระภาษีประเภทนี้ คือ

  • ช่วยให้นักลงทุนคำนวณภาษีที่รัฐบาลกลางเรียกเก็บทั้ง 6 ประเภท ภาษีที่รัฐเรียกเก็บ 1 ประเภท และ ภาษีที่เทศบาลเมืองเรียกเก็บ 1 ประเภท โดยยื่นแบบชำระภาษีใบเดียว (เรียกว่าPGDAS)

    ภาษีที่ต้องชำระมีดังต่อไปนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่มระดับประเทศ (IPI) ยกเว้นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ภาษีเงินได้เพื่อบำรุงสังคมร้อยละ 9 (CSL) ภาษีบำรุงการประกันสังคม(COFINS) ภาษีโครงการบูรณาภาพทางสังคม (P.I.S) ภาษีเงินเดือนเพื่อประกันสังคม รวมทั้งเงินที่ชำระให้หน่วยงานเอกชนที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคม ภาษีมูลเพิ่มระดับรัฐ (ICMS) และภาษีบริการ (ISS)
  • นักลงทุนสามารถเลือกชำระภาษีในรูปแบบนี้ได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนระบบการชำระภาษีระหว่างปีบัญชีนั้นได้
  • นักลงทุนสามารถคำนวณอัตราภาษีที่ต้องชำระได้ทางอินเตอร์เน็ต
  • เป็นระบบภาษีที่ใช้เหมือนกันทั้งประเทศ

การจัดหาแหล่งเงินทุน

การจัดหาแหล่งเงินทุนในท้องถิ่น

บราซิลยังไม่มีข้อห้ามมิให้บริษัทที่ต่างชาติควบคุมใช้บริการจัดหาเงินทุนจากภาคเอกชนในท้องถิ่น และ ไม่จำกัดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและในบริษัทที่กำหนด ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านกองทุนจดทะเบียนต่าง ๆ ของบราซิล

แหล่งเงินทุนที่มีในท้องถิ่น คือ

การจัดหาเงินทุนแบบต้นทุนต่ำ

  • ให้บริการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การซื้อบริภัณฑ์เครื่องจักรกลในบราซิล (FINAME) การจัดหาเงินทุนเพื่อการส่งออก และ บริการสินเชื่อชนบท

การจัดหาเงินทุนเพื่อการส่งออกแบบต้นทุนต่ำมักพบในรูปแบบต่อไปนี้

  • ใช้เป็นเงินทดรองจ่ายเมื่อทำสัญญาส่งออกที่ใช้เงินตราต่างประเทศ
  • ใช้เป็นเงินทดรองจ่ายเพื่อชำระหนี้ธุรกิจส่งออกที่ใช้เงินตราต่างประเทศ
  • ใช้เป็นเงินอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก โดยดูผลการดำเนินการที่ผ่านมาและแนวโน้มการส่งออก

โดยปกติแล้ว การจัดหาเงินทุนเพื่อการส่งออกใช้เวลาไม่เกิน 360 วัน และมีรูปแบบการบริการหลายประเภท บางประเภทจะระบุเฉพาะเจาะจงประเภทธุรกิจเลย

นักลงทุนต่างชาติจะต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดบางประการในการลงทุนในบราซิล โดยมีข้อกำหนดสำหรับนักลงทุนและการลงทุนที่ทำ กล่าวคือ บริษัทที่นักลงทุนนำเงินมาลงทุน

บราซิลแบ่งวีซ่าออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้

  1. วีซ่าท่องเที่ยว
  2. วีซ่าชั่วคราว
  3. วีซ่าถาวร
  4. วีซ่าเดินทางผ่านราชอาณาจักร
  5. วีซ่าอัธยาศัยไมตรี
  6. วีซ่าราชการ
  7. วีซ่าทูต

วีซ่า 3 ประเภทแรกเป็นวีซ่าที่ใช้มากที่สุดในหมู่ชาวต่างชาติในบราซิล และในกรณีทำงาน ชาวต่างชาติจะต้องได้รับใบอนุญาตทำงานจากกระทรวงแรงงาน หลังจากนั้นจึงทำเรื่องต่อสถานกงสุลในบราซิลเพื่อขอรับวีซ่าชั่วคราวหรือวีซ่าถาวร


วีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวรสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

มีเพียงผู้ที่ถือวีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวรเท่านั้นที่สามารถเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ดำเนินการได้อย่างอิสระในบราซิลหรือได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริการ ผู้จัดการ หรือพนักงานบริษัทท้องถิ่น

วีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวรอนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าพำนักในบราซิลได้อย่างถาวร โดยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของบราซิลและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่แนบมาพร้อมวีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวร


วีซ่านักลงทุน

นักลงทุนที่วางแผนจะลงทุนในการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลใดๆ ในบราซิลเป็นจำนวนอย่างน้อย 75,000 เรอัลมีสิทธิ์สมัครขอวีซ่านักลงทุน (Visto de Investidor Pessoa Física) ได้ ในบางกรณี สภาการเงินแห่งชาติ (National Monetary Council) อาจลดจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำให้กับนักลงทุนต่างชาติที่สร้างงานใหม่ 10 ตำแหน่งภายในระยะเวลา 5 ปีได้

หุ้นส่วน ผู้จัดการ และผู้บริหารบริษัทบราซิล

ทางการอาจออกวีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวรให้กับชาวต่างชาติที่บริษัทบราซิลแต่งตั้งให้เป็นหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือผู้จัดการ เมื่อการแต่งตั้งนั้นขึ้นอยู่กับการได้รับวีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวร โดยบริษัทบราซิลผู้แต่งตั้งจะต้องเป็นผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวรดังกล่าวต่อกระทรวงแรงงานในบราซิลโดยตรง

การสมรสหรือการอยู่ร่วมกันโดยจดทะเบียนรับรองกับชาวบราซิล

ผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติบราซิลซึ่งสมรสหรือสมรสโดยมิได้กระทำตามกฎหมาย (Common Law Marriage) กับชาวบราซิล (รวมถึงคู่รักร่วมเพศ) มีสิทธิ์สมัครวีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวรในบราซิลภายใต้เงื่อนไขที่ว่าบุคคลนั้นจะต้องมีเจตจำนงที่จะย้ายถิ่นฐานมาพำนักในบราซิล ใบสมัครวีซ่าถิ่นที่อยู่ถาวรเพื่อครอบครัวนั้นควรยื่นต่อสถานกงสุลบราซิลประจำประเทศที่ผู้ยื่นพำนักอยู่ โดยผู้ยื่นจะต้องให้นักแปลด้านกฎหมายทำการแปลใบทะเบียนสมรสหรือใบจดทะเบียนรับรองการสมรส (Civil Union Certificate) เป็นภาษาโปรตุเกสและรับรองโดยสถานกงสุลบราซิล


วีซ่าทำงาน

ผู้ที่ไม่ได้สัญชาติบราซิลซึ่งต้องการทำงานในบราซิลควรสมัครขอรับวีซ่าทำงาน โดยในกรณีนี้ บริษัทบราซิลที่ต้องการจ้างงานบุคคลนั้นควรยื่นสมัครวีซ่าทำงานต่อกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน อนึ่ง วีว่าทำงานมีอายุสูงสุด 2 ปีและสามารถต่ออายุเพิ่มเติมได้อีก 2 ปีเมื่อยื่นคำร้อง และอาจแปลงเป็นวีซ่าถาวรได้

มีธุรกิจบางประเภทที่ชาวต่างชาติสามารถลงทุนได้โดยมีข้อจำกัดและมีบางประเภทที่ไม่อนุญาตให้ลงทุนเลย ดังนี้


ข้อห้าม

ห้ามการร่วมลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจประเภทต่อไปนี้

  • กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์
  • การบริการด้านสุขภาพ
  • การบริการไปรษณีย์
  • อุตสาหกรรมอวกาศ

ข้อจำกัด

  • การซื้อที่ดินโดยบริษัทบราซิลที่มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ ดังที่ระบุข้างต้น
  • ข้อจำกัดในการซื้อที่ดินในเขตที่อยู่ใกล้พรมแดนหรือภูมิภาคที่ถือว่ามีความสำคัญด้านความมั่นคงแห่งชาติ
  • ข้อจำกัดการเข้าร่วมลงทุนจากต่างชาติในสถาบันการเงิน ทั้งนี้ อาจมีการอนุญาตในกรณีที่มีผลประโยชน์ของชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง
  • บริการขนส่งสาธารณะทางอากาศโดยอนุญาตในกรณีที่ได้รับสัมปทานอยู่แล้วก่อนหน้า สัมปทานเหล่านี้มอบให้กับเฉพาะบริษัทบราซิล (ที่มีสำนักงานใหญ่และการดำเนินงานในบราซิล) และจะต้องมีชาวบราซิลเป็นผู้ลงเงินทุนที่เจ้าของมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 80% ซึ่งจะยังคงเงื่อนไขนี้ต่อไปนี้ในกรณีที่มีการเพิ่มสัดส่วนทุน ผู้บริหารควรเป็นชาวบราซิล และเงินลงทุนจากบริษัทที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ลงเงินทุนที่เจ้าของมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงที่เหลือ 20% นั้นขึ้นอยู่กับคำอนุมัติจากหน่วยงานด้านธุรกิจอวกาศ
  • มีข้อจำกัดการลงทุนจากต่างชาติในอสังหาริมทรัพย์และการบริหารจัดการกิจการหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่ออื่นๆ รวมทั้งเครือข่ายวิทยุและโทรทัศน์
  • บริษัทบราซิลที่แม้จะมีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของสามารถยื่นขอสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้

การโอนทุนและเงิน

มีข้อจำกัดในการโอนทุนและผลกำไรจากบราซิลไปยังบัญชีต่างชาติ

บริษัททุกประเภทในบราซิลมีสิทธิ์ได้รับโปรแกรมจูงใจและโปรแกรมทางการเงินส่วนใหญ่ เงื่อนไขและข้อกำหนดเพื่อให้บริษัทได้รับประโยชน์หรือเข้าร่วมโครงการสนับสนุนของรัฐบาลบราซิลนั้นขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้จากโครงการธุรกิจเหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่น

มีการอนุญาตวงเงินอภิสิทธิ์ผ่านธนาคาร BNDES หรือ Banco do Brasil หรือ Caixa Economica Federal (ธนาคารกึ่งรัฐ)
แต่ทุกโครงการต่างมีข้อกำหนดด้วยกันทั้งสิ้น เช่น การประกันชั้นต่ำหรือข้อกำหนดทุนของบริษัท

ดังนั้น หากบริษัทมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดนี้ ก็จะสามารถเข้าถึงวงเงินอภิสิทธิ์นี้ได้ อย่างไรก็ดี บริษัทขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดย่อมส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่กำหนดเฉพาะสำหรับภาคส่วนหรือบริษัทบางประเภท ดังที่ระบุข้างต้น


BNDES

BNDES ดำเนินงานตามนโยบายในช่วงที่ผ่านมาเพื่อส่งเสริมการเติบโตและการส่งออกของบริษัทบราซิลขนาดใหญ่ และให้การช่วยเหลือกระบวนการทำธุรกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะ โดยเกิดจากแนวคิดว่าที่บริษัทชั้นนำเหล่านี้จะช่วยเปิดตลาดให้กับบริษัทบราซิลและบริษัทขนาดเล็ก โดยผู้จัดหาหรือผู้ให้บริการจะติดตามบริษัทเหล่านี้ในการทำธุรกิจต่างประเทศด้วย นโยบายนี้บังคับใช้กับบริษัทบราซิลส่วนใหญ่ เช่น Odebrecht, Busscar, WEG, Vale, Andrade Queiroz เป็นต้น โดยเฉพาะในตลาดใหม่อย่างแอฟริกาและตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายบริษัทและหลายภาคส่วน ธนาคาร BNDES ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายและเริ่มให้ความสำคัญกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น

นโยบายใหม่ของธนาคารยังมุ่งเน้นให้การสนับสนุนทางการเงินที่มากขึ้นแก่บริษัทเอกสาร (ไม่เน้นบริษัทกึ่งรัฐ) เน้นการลงทุนและโครงการที่เกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนมากขึ้น โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมวัตถุประสงค์เหล่านี้ควบคู่ไปกับการสร้างงานเพิ่มขึ้นผ่านธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม


Banco do Brasil

Banco do Brasil SA เป็นธนาคารบราซิลที่ใหญ่ที่สุดในแง่ทรัพย์สินและดำเนินกิจการในภาคการเงิน โดยมีรัฐบาลบราซิลเป็นผู้กำกับดูแล แต่มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เซาเปาลูและยึดหลักบริหารตามหลักปฏิบัติด้านการธนาคารระหว่างประเทศทั่วไป ธนาคารแห่งนี้เป็นธนาคารบราซิลที่มีผลกำไรมากที่สุดติดอันดับหนึ่งในสี่ (ร่วมกับ Itaú Unibanco, Bradesco และ Santander Brasil) และยึดตำแหน่งผู้นำภาคธุรกิจการธนาคารรายย่อยที่แข็งแกร่ง แบ่งหน่วยธุรกิจออกเป็นการธนาคาร การลงทุน การจัดการทรัพย์สิน หลักทรัพย์ และการชำระเงิน นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ อีก อาทิ การสนับสนุนการเช่าทรัพย์และการปฏิบัติงาน รวมไปถึงการบริการธุรกรรมทางการเงินหลากหลายรูปแบบ ทั้งธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศและกิจกรรมเสริมอื่นๆ ที่เน้นบำเหน็จบำนาญส่วนบุคคล การตั้งทุน หลักทรัพย์ นายหน้า การบริหารบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ห้างหุ้นส่วน กองทุน และพอร์ตโฟลิโอการจัดการ ทั้งนี้ Banco do Brasil S.A. ประกอบธุรกิจทั้งในและต่างประเทศโดยมีสำนักงานทั่วโลก

ธุรกิจการเกษตร

ในปี ค.ศ. 2006 มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในภาคอุตสาหกรรมเอทานอลของบราซิลเป็นจำนวนมาก โดยการเติบโตทางการลงทุนจากต่างชาตินี้สืบเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมนี้ สภาพเศรษฐกิจจุลภาคที่ดีขึ้น และความสนใจในเชื้อเพลิงชีวภาพทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก แต่หลังจากที่มีการลงทุนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาได้ไม่กี่ปี ก็มีการชะลงตัวลงเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ปัญหาหลักนั้นมาจากนโยบายรัฐบาลที่ตรึงราคาน้ำมันผ่าน Petrobras ทำให้เชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอลมีราคาสูง นอกจากนี้ ความกังวลและการโต้แย้งว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเริ่มแผ่วลง ทำให้การลงทุนในภาคส่วนนี้ลดลงตามลำดับ

ธุรกิจการเกษตรของบราซิลเริ่มได้รับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นในหลายสวน เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ การจัดเก็บ ปุ๋ย พันธุกรรมเมล็ดพืช และการจัดการขนส่ง หากพิจารณาที่ดินที่มีมหาศาล สภาพอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก และสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง ทำให้นักลงทุนมองเห็นความเสี่ยงต่ำในการลงทุนด้านนี้ นักลงทุนจากประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชีย เช่น จีนและอินเดีย อัดฉีดเงินลงทุนในภาคเกษตรกรรมของบราซิลมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นการประกันแหล่งอาหารให้กับพลเมืองในประเทศของตนที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในอนาคต


เทคโนโลยี

บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งลงทุนในบราซิลมากขึ้นเพื่อจำหน่ายสินค้าแก่ฐานผู้บริโภคที่ใหญ่ขึ้นได้ บริษัทเหล่านี้ผลิตทั้งสินค้าโทรคมนาคม สินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่ง (ถนนและรถไฟ) และชิ้นส่วนอุอุปกรณ์ไฟฟ้า


เครื่องสำอาง

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางประกอบไปด้วยบริษัทต่างๆ และส่วนแบ่งการตลาดที่ได้รับดังต่อไปนี้

เครื่องสำอาง


  • Others
  • S. Santos Group
  • Niely
  • Hypermarks
  • Beiersdorf AG
  • L'Oreal
  • Avon
  • O Boticario
  • Natura
  • Johnson & Johnson
  • Colgate-Palmolive
  • Procter & Gamble
  • Unilever


เครื่องสำอาง
ที่มา: Euromonitor International. Elaboration: UNO

นักลงทุนต่างชาติสามารถรับข้อมูลอุตสาหกรรมเครื่องสำรองของบราซิลได้โดยติดต่อสมาคมธุรกิจต่อไปนี้

Abihpec - (Associação Brasileira da Indústria de Higiene Pessoal, Perfumaria e Cosméticos)
www.abihpec.org.br

Abifra - (Associação Brasileira das Indústrias de Óleos Essenciais, Produtos Químicos Aromáticos, Fragrâncias, Aromas e Afins)
www.abifra.org.br

ABRIFAR - (Associação Brasileira dos Distribuidores e Importadores de Insumos Farmacêuticos, Cosméticos, Veterinários, Alimentícios e Aditivos)
http://abrifar.org.br


เฟอร์นิเจอร์

ABIMOVEL - (Associação Brasileira das Indústrias do Mobiliário)
www.abimovel.com

MOVERGS - (Associação das Indústrias de Móveis do Estado do Rio Grande do Sul)
www.movergs.com.br


อาหารและเครื่องดื่ม

ABIA – Associação Brasileira das Indústrias da Alimentação
www.abia.org.br/vs/inicio.aspx

ABBA – Associação Brasileira de Exportadores e Importadores de Alimentos e Bebidas
www.aabba.org.br

ABIAD – Associação Brasileira da Indústria de Alimentos para Fins Especiais e Congêneres
www.abiad.org.br

ABIMA – Associação Brasileira das Indústrias de Massas Alimentícias e Pão e Bolo Industrializados
www.abima.com.br

ABRAFRIGO – Associação Brasileira de Frigoríficos
www.abrafrigo.com.br

ABIAM – Associação Brasileira da Indústria e Comércio de Ingredientes e Aditivos para Alimentos
www.abiam.com.br

BrasilBio – Associação Brasileira de Orgânicos
www.brasilbio.com.br

ABRABE – Associação Brasileira de Bebidas
www.abrabe.org.br

Afrebras – Associação dos Fabricantes de Refrigerantes do Brasil
http://afrebras.org.br

ADIBE - Associação das Distribuidoras de Bebidas do Brasil
www.adibe.com.br

ABIR - Associação Brasileira das Indústrias de Refrigerantes e de Bebidas Não Alcoólicas
http://abir.org.br

รัฐ

นักลงทุนควรทำความเข้าใจโครงสร้างและข้อดีของแต่ละรัฐในบราซิลก่อน ทั้งนี้ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (Economist Intelligence Unit) ได้จัดอันดับรัฐทั้งหมดในบราซิลไว้อย่างน่าสนใจตามเกณฑ์ความสำคัญทางการลงทุน

โปรดดูผลลัพธ์ได้ในเว็บไซต์ http://veja.abril.com.br/multimidia/infograficos/ranking-de-gestao-dos-estados-brasileiros

รัฐที่น่าสนใจในการลงทุนมากที่สุด 6 รัฐในบราซิล คือ เซาเปาลู รีโอเดจาเนโร ปารานา รีโอแกรนเดโดซูล ซานตาคาตารีนา และมีนัสเชไรส์


อันดับรัฐที่น่าลงทุน

ที่มา: Economist Intelligence Unit. Elaboration: UNO

อันดับรัฐทั้งหมดในบราซิล

สถิติรัฐที่น่าสนใจที่สุดในการลงทุนในบราซิลมีดังต่อไปนี้ (ภาษาโปรตุเกส)

ที่มา: Economist Intelligence Unit. Elaboration: UNO

เมือง

สถานที่ลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ปัจจัยหนึ่งคือแรงจูงใจที่เทศบาลและ/หรือรัฐบาลท้องถิ่นจัดหา สรวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ อย่างระยะทางที่ใช้ในการเดินทางไปยังผู้จัดหาและฐานลูกค้า โครงสร้างพื้นฐาน (คมนาคม โทรคมนาคม ฯลฯ) แหล่งแรงงานใกล้เคียง เป็นต้น เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดนี้แล้ว มีสถานที่ไม่กี่แห่งที่นักลงทุนชื่นชอบ


เกษตรกรรม

บริษัทเกษตรหลายแห่งตั้งธุรกิจในรัฐเซาเปาลูและอีกสามรัฐทางใต้ คือ ปารานา ซานตาคารีนา และรีโอแกรนเดโดซูล เพราะไม่เพียงที่ดินในรัฐเหล่านี้จะเหมาะแก่การเพาะปลูกแล้ว แต่รัฐเหล่านี้ยังอยู่ใกล้กับฐานผู้บริโภคหลักของประเทศ ค่าขนส่งสินค้าตามระยะทางการเดินทางไปยังภูมิภาคที่มีผู้บริโภคเกาะกลุ่มเป็นหลักนั้นถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคทำการเกษตรหลักทางตอนกลาง-ตะวันตกซึ่งห่างจากผู้บริโภคกว่า 1,500 กิโลเมตร บริษัทที่ทำธุรกิจถั่วเหลืองและเนื้อสัตว์ (สัตว์ปีก เนื้อหมู และเนื้อวัว) ตั้งอยู่ทางภาคใต้ จึงมีบริการสนับสนุนและแรงงานในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนมาก ส่วนอีกภูมิภาคทางการเกษตรหลักอีกแห่งหนึ่งคือภาคกลาง-ตะวันตก หรือเซอร์ราโดซึ่งมีที่ดินทำกินมหาศาล ธุรกิจการเกษตรมักจะเลือกตั้งบริษัทในเมืองหลักๆ ของภูมิภาคนี้อย่างอูเบอร์ราบา (MGX) อูเบอร์แลนเดียว (MG) รันโดโนโปลิส (MT) และกุยอาบา (MT)


การบริการ

นักลงทุนภาคบริการมักสนใจเมืองเซาเปาลู รีโอเดจาเนโร และเรซิเฟ โดยเรซิเฟเปรียบดั่ง "ซิลิคอน แวลเลย์" ของบราซิล มีบริษัทไอทีหน้าใหม่มากมายที่ตั้งธุรกิจในภูมิภาคนี้ และบริษัทโทรคมนาคมเกือบทั้งหมดตั้งธุรกิจในเมืองรีโอเดจานีโรหรือเซาเปาลู ไม่เพียงเพราะฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่เท่านั้น แต่โครงสร้างพื้นฐานยังดีกว่าด้วย ส่วนการบริการท่องเที่ยวนั้นส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ แต่รีโอเดจาเนโรจะได้รับเงินลงทุนมากกว่าเนื่องจากความสวยงามทางธรรมขาติและงานกิจกรรมใหญ่ๆ ที่จัดขึ้นในเมืองนี้ รวมทั้งการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์ด้วย


อุตสาหกรรม

นักลงทุนภาคอุตสาหกรรมกระจายตัวอยู่ทั่วไปในบราซิล ทั้งนี้ มีภาคส่วนที่นิยมตั้งธุรกิจในเมืองที่เป็นศูนย์กลางเฉพาะ เช่น

  • เหมืองแร่: มีนัสเชไรส์ ปารา และโกยาเนีย
  • ปิโตรเลียมและก๊าซ: รีโอเดจาเนโร เอสปิริโตซานโต และเซาเปาลู
  • ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์: เซาเปาลู ปารานา มีนัสเชไรส์ รีโอเดจาเนโร และซานตาคารีนา
  • โลหะ: มีนัสเชไรส์และรีโอเดจาเนโร
  • สินค้าอุปโภคบริโภค: เซาเปาลู
  • อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องหนัง และแฟชัน: รีโอแกรนเดโดซูลและซานตาคารีนา

เมืองหลวงของรัฐบางแห่งยังมีเมืองใกล้เคียงที่ได้รับเงินลงทุนมหาศาลเนื่องจากความเป็นอยู่ที่ดีกว่าและอยู่ใกล้กับเมืองใหญ่ โดยเมืองที่เล็กกว่าเหล่านี้มักมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ค่าเช่าบ้านและค่าครองชีพถูกกว่า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับบริษัทและพนักงานบริษัท

ตัวอย่างเช่น เมืองแคมปินัสในเซาเปาลู เมืองคอนตาเจมในเบโลฮอริซอนเต้ เมืองนิเตรอยในรีโอเดจาเนโร และเมืองคามาคารีในซัลวอดอร์

โดยทั่วไป เมืองเหล่านี้มีปัจจัยประกอบที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมและผลประกอบการของบริษัท ทั้งแหล่งแรงงานที่ตรงคุณสมบัติ ค่าเช่าที่ถูกกว่า มาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีกว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ดี และอยู่ใกล้กับผู้จัดหาหรือลูกค้า