กฎระเบียบที่ควรรู้

การเริ่มต้นธุรกิจในบราซิล

บริษัทในบราซิลมีอยู่หลายรูปแบบและบริษัทต่างชาติจะต้องเลือกว่าจะตั้งบริษัทในรูปแบบใด ดังนี้

  • บริษัทขนาดเล็กแบบมีเจ้าของคนเดียว (Sole Micro Entrepeneur company)
    บริษัทรูปแบบนี้จัดตั้งโดยเจ้าของคนเดียว โดยเป็นธุรกิจของผู้ประกอบกิจการรายย่อยที่มีรายรับไม่เกิน 60,000 เรอัล (ราว 720,000 บาท) และใช้ระบบภาษีอย่างง่าย

  • EIRELI - Empresa Individual de Responsabilidade Limitada (บริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้นรายเดียว)
    บริษัทรูปแบบนี้จัดตั้งโดยเจ้าของคนเดียว โดยจัดตั้งเป็นธุรกิจที่มีรายรับมากกว่าบริษัทรายย่อย แต่ใช้หลักการบัญชีเช่นเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่อื่นๆ

  • Sociedade Limitada - Ltda. (บริษัทจำกัดหรือ LLC)
    บริษัทรูปแบบนี้จัดตั้งโดยเจ้าของมากกว่า 1 คนและไม่มีวงเงินในการดำเนินธุรกิจ แต่เจ้าของไม่จำเป็นต้องรับผิดใดๆ เป็นการส่วนตัว

  • Sociedade Anônima - S.A. (บริษัทจำกัดหรือคอร์เปอร์เรชัน)
    สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนเปิด จะต้องเป็นไปตามระเบียบแบบแผนและข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์

  • บริษัทธุรกิจต่างชาติ
    เมื่อบริษัทต่างประเทศเปิดสาขาในบราซิล (แทนการเปิดบริษัทย่อย) จะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลกลางเสียก่อน

  • กิจการร่วมค้า
    เมื่อบริษัทตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นต่างหากเพื่อการดำเนินธุรกิจเฉพาะ

กฎและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการเปิดธุรกิจในบราซิล รวมทั้งขั้นตอนที่จำเป็นมีดังต่อไปนี้

ธุรกิจขนาดเล็ก

  • จำกัดรายได้ต่อปีไม่เกิน 60,000 เรอัล (ราว 720,000 บาท)
  • เจ้าของบริษัทจะต้องไม่เป็นพนักงานหรือมีหุ้นในบริษัทอื่น
  • สามารถจ้างพนักงานในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้
  • สามารถใช้ระบบภาษีอย่างง่าย ซึ่งรวมและจัดภาษีทั้งหมดที่ธุรกิจมีอย่างง่ายได้ (ภาษีเงินได้, PIS, Cofins, IPI และ CSLL)

ขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

  • จดทะเบียนบริษัทได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในเว็บไซต์ “Formalize-se”
  • บริษัทจะได้รับหมายเลขทะเบียนการค้า (CNPJ) และหมายเลขจดทะเบียนกับคณะกรรมการการค้า (Junta Comercial)
  • ผู้ดำเนินธุรกิจสามารถเริ่มประกอบธุรกิจได้เลย
  • บริษัททำบัญชีจะแจ้งข้อมูลภาษีในปีแรกให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

EIRELI - Empresa Individual de Responsabilidade Limitada (บริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้นรายเดียว)

  • บริษัทที่มีเจ้าของเพียง 1 (หนึ่ง) คน
  • ต้องมีเอกสารการจัดตั้งบริษัท (เอกสารประกอบบริษัทเอกชน “Contrato Social”)
  • การจดทะเบียนและเอกสารกับคณะกรรมการการค้า (Junta Comercial) ตามเขตอำนาจศาล
  • ต้องมีเงินทุนขั้นต่ำ (ยังคงมีการถกเถียงกันในเรื่องนี้ โดยเงินทุนจะต้องไม่ต่ำเกินไปสำหรับบุคคลเดียว กล่าวคือ 100 เท่าของค่าจ้างขั้นต่ำ หากคิดเทียบค่าเงินในปี 2014 จะเท่ากับ 72,400 เรอัลหรือราว 870,000 บาท)
  • จำกัดความรับผิดเท่ากับเงินทุนจดทะเบียน
  • ไม่จำกัดความรับผิดในกรณีที่ยังไม่มีการลงเงินทุนค่าจัดตั้งบริษัทหรือไม่สามารถจ่ายเงินตามอัตราขั้นต่ำที่จำเป็นต้องจ่ายได้
  • ผู้ถือหุ้นรายเดียวมีสิทธิ์ควบคุมบริษัท
  • เจ้าของหรือผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของสามารถบริหารจัดการ EIRELI ได้ ดังที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบบริษัท
  • สามารถแต่งตั้งชาวต่างชาติให้เป็นผู้จัดการได้ โดยจะต้องมีวีซ่าถาวรและไม่ถูกจำกัดสิทธิ์จากการรับตำแหน่งผู้บริหาร
  • ปฏิบัติตามกฎ Sociedade Limitada หากมี

ขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

  • เตรียมเอกสารประกอบบริษัท (“Contrato Social”) และให้ทนายความตรวจสอบเอกสาร
  • ขอแนะนำให้จ้างนักบัญชีเพื่อช่วยจัดตั้งบริษัท
  • การจดทะเบียนเอกสารประกอบธุรกิจ (เอกสารประกอบบริษัทเอกชน “Contrato Social”) กับคณะกรรมการการค้าในท้องถิ่น
  • จดทะเบียนเงินทุนขั้นต่ำกับธนาคาร
  • รอให้หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอนุมัติขั้นตอนการจดทะเบียนอีกหลายสัปดาห์

Sociedade Limitada - Ltda. (บริษัทจำกัดหรือ LLC)

  • บริษัทธุรกิจที่จัดตั้งโดยบุคคลหรือเงินทุน หรือมีหุ้นส่วนตั้งแต่สองคนขึ้นไป
  • บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล (บราซิลหรือมาจากต่างชาติ)
  • เอกสารจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ/เทศบัญญัติควรประกอบด้วยข้อกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในการออกเสียง อำนาจการบริหาร และการโอนโควตาเงินทุน
  • การจดทะเบียนและเอกสารกับคณะกรรมการการค้า (Junta Comercial) ตามเขตอำนาจศาล
  • จำกัดความรับผิดเท่ากับเงินทุนจดทะเบียน
  • ในกรณีที่ยังไม่ได้ลงเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมด จะถือว่าเจ้าของต้องรับผิดชอบร่วมโดยไม่มีการจำกัดความรับผิด ความควบคุมจะขึ้นอยู่กับจำนวนโควตา
  • การลงมติจะต้องทำในระหว่างการประชุม (หุ้นส่วนไม่เกิน 10 คน) หรือการประชุมสามัญ (หุ้นส่วนเกิน 10 คน)
  • โดยมากหุ้นส่วนซึ่งเป็นผู้ที่พำนักในบราซิลจะเป็นผู้จัดการบริษัท หรืออาจบริหารงานโดยผู้ที่ไม่ใช่หุ้นส่วนก็ได้ หากสามารถทำได้ตามที่ระบุในเอกสารจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ
  • โดยทั่วไปบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดกรณีหลอกลวง การกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือเมื่อกระทำการเกินอำนาจ (ดังที่ระบุไว้ในเอกสารจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ)
  • สามารถแต่งตั้งชาวต่างชาติให้เป็นผู้จัดการได้ โดยจะต้องมีวีซ่าถาวรและไม่ถูกจำกัดสิทธิ์จากการรับตำแหน่งผู้บริหาร
  • สามารถเลิกบริษัทได้ในกรณีต่อไปนี้ คือ
    1. หมดข้อตกลง
    2. ผู้ถือหุ้นตามโควตาทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์
    3. มติของผู้ถือหุ้นตามโควตาเป็นเสียงข้างมากในบริษัทที่มีระยะเวลาดำเนินธุรกิจแบบเปิด
    4. เสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นตามโควตาไม่เพียงพอ
    5. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของบริษัทหมดอายุ
    6. ตามคำตัดสินของศาล
    7. ล้มละลาย (มาตรา 1,033 มาตรา Article 1,034 และมาตรา 1,087 ตามประมวลกฎหมายอาญาบราซิล)
  • จะมีการชำระหนี้ตามกฎหมายและนอกกฎหมายหลังจากที่เลิกบริษัทแล้ว ทรัพย์สินคงเหลือจะจัดสรรให้กับหุ้นส่วนตามโควตา
  • บริษัทจำกัดสามารถแปลงไปเป็นบริษัทจำกัด (คอร์เปอร์เรชัน) หรือบริษัทรูปแบบอื่นได้

ขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

  • เจ้าของบริษัทเตรียมเอกสารประกอบบริษัท (“Contrato Social”) และให้ทนายความตรวจสอบเอกสารนั้น
  • ขอแนะนำให้จ้างนักบัญชีเพื่อช่วยจัดตั้งบริษัท
  • แต่งตั้งว่าจะให้พนักงานคนใดเป็นผู้ดูแลธุรการของบริษัท (ด้านบัญชีและกฎหมายทั้งหมด)
  • การจดทะเบียนเอกสารประกอบธุรกิจ (เอกสารประกอบบริษัทเอกชน “Contrato Social”) กับคณะกรรมการการค้าในท้องถิ่น
  • รอให้หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอนุมัติขั้นตอนการจดทะเบียนอีกหลายสัปดาห์

Sociedade Anônima - S.A. (บริษัทจำกัดหรือคอร์เปอร์เรชัน)

  • บริษัทธุรกิจที่จัดตั้งโดยเงินทุนภาครัฐหรือเอกชน (อาจเป็นบริษัทมหาชนหรือบริษัทเอกชนก็ได้) บริษัททั้งมหาชนหรือเอกชนจะต้องบริหารจัดการและจัดตั้งตามกฎหมายเลขที่ 6.404/76หากบริษัทเป็นหรือกลายเป็นบริษัทมหาชน จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเลขที่ 6.385/76 และกฎบรรทัดฐานที่บัญญัติไว้โดยสำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์บราซิลหรือ CVM
  • มีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 (สอง) คนในบริษัทเอกชนและอย่างน้อย 3 (สาม) คนในบริษัทมหาชน
  • บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล (บราซิลหรือมาจากต่างชาติ)
  • เอกสารจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ/เทศบัญญัติ
  • การจดทะเบียนและเอกสารกับคณะกรรมการการค้า (Junta Comercial) ตามเขตอำนาจศาล
  • ไม่มีความรับผิด กล่าวคือมีการซื้อหุ้นและลงเงิน
  • จำกัดความรับผิดสำหรับผู้ถือหุ้นที่ซื้อหุ้นและยังไม่ได้ลงเงิน
  • ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการออกเสียงมีอำนาจควบคุม ผู้ถือหุ้นที่ควบคุมจะเป็นเจ้าของเงินทุนที่มีสิทธิลงคะแนนส่วนใหญ่
  • ตามเทศบัญญัติของบริษัท การบริหารบริษัทเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทและคณะผู้บริหารระดับสูง หรือคณะผู้บริหารระดับสูงฝ่ายเดียว
  • ประธานคณะผู้บริหารระดับสูงจะต้องพำนักอยู่ในบราซิล ไม่ว่าประธานฯ จะเป็นผู้ถือหุ้นหรือไม่ก็ตาม
  • มีกระบวนการหลายขั้นตอนที่จะต้องปฏิบัติตาม ในแง่ของการประชุมครั้งแรกและการจัดระเบียบบริษัท รวมทั้งการประชุมที่จัดขึ้นทั้งปี
  • สมาชิกคณะกรรมการบริษัทอาจพำนักอยู่นอกประเทศได้ หากมีการแต่งตั้งตัวแทนที่พำนักอยู่ในบราซิล การเลิกบริษัทจะมีผลตามคำสั่งศาลหรือการตัดสินของหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจ ทั้งนี้ การรวม ควบรวม และการแยกบริษัทเพื่อเสนอขายหุ้น (spin-off)  ถือเป็นการเลิกบริษัททั้งสิ้น
  • จะมีการชำระหนี้ตามกฎหมายและนอกกฎหมายหลังจากที่เลิกบริษัทแล้ว
  • ทรัพย์สินคงเหลือจะจัดสรรให้กับหุ้นส่วนตามโควตา

ขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

  • เจ้าของบริษัทเตรียมเอกสารประกอบบริษัท (“Contrato Social”) และให้ทนายความตรวจสอบเอกสารนั้น
  • ต้องจ้างบริษัททำบัญชีเพื่อช่วยจัดตั้งบริษัท
  • เตรียมเอกสารทั้งหมดในการออกหลักทรัพย์ในตลาด (หุ้น หุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ ฯลฯ) ในกรณีที่เป็นบริษัทเปิด ทั้งนี้ จะต้องจดทะเบียนกับสำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์
  • การจดทะเบียนเอกสารประกอบธุรกิจ (เอกสารประกอบบริษัทเอกชน “Contrato Social”) กับคณะกรรมการการค้าในท้องถิ่น
  • รอให้หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอนุมัติขั้นตอนการจดทะเบียนอีกหลายสัปดาห์

บริษัทการค้าถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติเมื่อไม่มีสำนักงานใหญ่ในบราซิลหรือไม่ได้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายบราซิล มาตรา 1.126 และ 1.134 ตามประมวลกฎหมายอาญา

บริษัทต่างชาติ รวมทั้งบริษัทย่อย หน่วยงานตัวแทน และสาขา จะสามารถดำเนินธุรกิจในบราซิลได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตตามอำนาจ Federal Executive สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังควรทราบด้วยว่ากระบวนการนี้มีความซับซ้อนและอาจใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและชื่อเสียงของบริษัท

บริษัทต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจได้โดยย้ายสำนักงานใหญ่มายังบราซิลและผ่านกระบวนการแปรรูปกิจการเป็นของรัฐตามมาตรา 1141 ของประมวลกฎหมายอาญา หรือจัดตั้งบริษัทย่อย สาขา หรือหน่วยงานตามที่ได้รับอนุญาตโดยรัฐบาลบราซิลในมาตรา 1.134 ของประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของสมาคมบราซิล ไม่ว่าจะได้รับการอนุญาตดังที่กล่าวมาหรือไม่ก็ตาม

บริษัทจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายมาตรา 2 เลขที่ 81 ปี 1999 เพื่อขออนุญาตจัดตั้งและดำเนินบริษัทย่อยในบราซิลกับกระทรวงการพัฒนา อุตสาหกรรม และการค้าต่างประเทศ

กิจการร่วมค้าก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตามข้อตกลงและการอนุมัติของบริษัทที่ประกอบกิจการนี้ขึ้น โดยได้รับการควบคุมหลักจากบริษัทบราซิล ประกอบขึ้นโดยบริษัทที่มีความสัมพันธ์และผนึกกำลังเพื่อทำกิจกรรมหรือโครงการที่บริษัทสมาชิกสนใจ

แม้กิจการร่วมค้านี้จะไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งตามกฎหมาย แต่การก่อตั้งตามเทศบัญญัติจะต้องมีการจดทะเบียนกับคณะกรรมการการค้า มีการบันทึกการประชุมสามัญและการแก้ไขสัญญาจากบริษัททั้งหมดที่ประกอบกิจการค้านี้ นอกจากนี้ยังต้องมีใบรับรองจำนวนหุ้นที่บริษัทแต่ละแห่งในเครือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่เกี่ยวข้องแต่ละแห่ง หรือสำเนาข้อตกลงผู้ถือหุ้นที่ระบุการควบคุมของบริษัทย่อยแต่ละแห่ง

กิจการร่วมค้าควรมีชื่อและชื่อนั้นต้องประกอบด้วยคำว่า “กิจการ” หรือ “กิจการร่วมค้า” ซึ่งสามารถใช้ได้กับบริษัทรูปแบบนี้เท่านั้นและไม่สามารถใช้ได้กับบริษัทรูปแบบอื่นในชื่อบริษัท ตามกฎหมายบริษัทจำกัด (คอร์เปอร์เรชัน) บริษัทและบุคคลธรรมดาต่างชาติสามารถจัดตั้งกิจการร่วมค้าได้โดยมีหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในท้องถิ่น การถือหุ้นในบริษัทต่างชาจิการดำเนินธุรกิจในบราซิลนั้นมีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญและเงื่อนไขที่ใช้กำกับการถือหุ้นบริษัทบราซิลโดยต่างชาติ กฎบรรทัดฐานเลขที่ 76/1998 ที่ออกโดยกรมทะเบียนการค้าแห่งชาติ (National Trade Registry Department หรือ DNRC) ซึ่งกำกับการดำเนินงานของบริษัทหรือสหกรณ์การค้าที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติซึ่งเป็นพลเมืองและพำนักในบราซิล บุคคลธรรมดาทั้งที่มีสัญชาติบราซิลและต่างชาติ ผู้อาศัยและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ และนิติบุคคลที่มีสำนักงานในต่างประเทศ อนึ่ง ภาคผนวกประกอบด้วยรายชื่อกิจกรรมธุรกิจที่จำกัดหรือสั่งห้ามในผู้ถือหุ้นต่างชาติ

บริษัทต่างชาติโดยมากจะจัดตั้งธุรกิจเป็นบริษัทจำกัด (คอร์เปอร์เรชันหรือ sociedade por ações) หรือบริษัทเอกชนที่จำกัดความรับผิด (Limitada) และอาจดำเนินการเป็นบริษัทย่อยของบริษัทแม่ต่างชาติหรือเปิดเป็นสาขา ผู้ลงทุนโดยตรงจากต่างชาติส่วนใหญ่เลือกจัดตั้งบริษัทย่อย เนื่องจากการป้องกันผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทย่อยไม่ให้ส่งผลต่อความรับผิดของบริษัทแม่จากต่างชาติ หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นการลดความเสี่ยงทางการเงินให้กับบริษัทแม่อันเนื่องมาจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อย นอกจากนี้ ความต้องการใช้เงินทุนภายในท้องถิ่นอาจมีผลต่อการตัดสินใจดำเนินธุรกิจเป็นบริษัทย่อยแทนอีกด้วย

ตารางรูปแบบบริษัท

สรุปรูปแบบบริษัท

รูปแบบริษัท

โครงสร้าง/รายได้ต่อปี

ผู้ถือหุ้น

ตัวเลือกด้านภาษี

สถานที่จดทะเบียน

บริษัทขนาดเล็กแบบมีเจ้าของคนเดียว

วิสาหกิจรายย่อย

ธุรกิจขนาดเล็ก

บริษัททั่วไป

กิจการเจ้าของคนเดียว

ไม่เกิน 60,000 เรอัล

-

-

-

ผู้ถือหุ้นคนเดียว

อย่างง่าย

อินเทอร์เน็ต

-

ไม่เกิน 360,000 เรอัล

ไม่เกิน 3.6 ล้านเรอัล

แล้วแต่เลือกหรือรายได้เกิน 3.6 ล้านเรอัล

ผู้ถือหุ้นคนเดียว

เงินได้ที่เสียภาษีอย่างง่ายหรือผลกำไรโดยประมาณ

คณะกรรมการการค้า

LLC

-

ไม่เกิน 360,000 เรอัล

ไม่เกิน 3.6 ล้านเรอัล

แล้วแต่เลือกหรือรายได้เกิน 3.6 ล้านเรอัล

ผู้ถือหุ้นคนเดียว

เงินได้ที่เสียภาษีอย่างง่ายหรือผลกำไรโดยประมาณ

คณะกรรมการการค้า

LLP

-

ไม่เกิน 360,000 เรอัล

ไม่เกิน 3.6 ล้านเรอัล

แล้วแต่เลือกหรือรายได้เกิน 3.6 ล้านเรอัล

ผู้ถือหุ้นตั้งแต่สองคนขึ้นไป

เงินได้ที่เสียภาษีอย่างง่ายหรือผลกำไรโดยประมาณ

คณะกรรมการการค้า

ที่มา : Sebrae

การจดทะเบียนสาธารณะบริษัท/ห้างหุ้นส่วน (Sociedades) ในบราซิลแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ

  • การจดทะเบียนสาธารณะด้านเอกสารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนพนักงานใน “Juntas Comerciais” ในระดับรัฐ
  • การจดทะเบียนราษฎรตามที่ระบุเกี่ยวกับการดำเนิน “Sociedades” อย่างง่ายที่ออกโดย Cartórios de Registro Civil as Pessoas Jurídicas ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ “comarcas” ในพื้นที่ตั้ง

Sociedade Anônima, Sociedade em Nome Coletivo, Sociedade em Comandita Simples ou por Ações e Sociedade Limitada ทั้งหมดนี้จะต้องจดทะเบียน ‘atos societários’ (เอกสารจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ) กับ Junta Comercial (สำนักงานจดทะเบียนการค้า/คณะกรรมการการค้า) ในรัฐที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ รวมทั้งรัฐที่เปิดสาขา ทั้งนี้ ผู้แทนจะต้องจดทะเบียนกับ Junta Comercial หรือ Cartórios ตามรูปแบบบริษัท

กรมทะเบียนการค้าแห่งชาติเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบการปรับปรุงสภาวะทางธุรกิจของบราซิล รวมทั้งกระบวนการเปิด แก้ไข หรือปิดบริษัท โดยมีรายชื่อสำนักงานจดทะเบียนบริษัทในท้องถิ่นและในรัฐหรือที่เรียกว่า “คณะกรรมการการค้า (Juntas Comerciais)” ในบราซิล

การดำเนินงานกับหน่วยงานราชการ

การจัดตั้งบริษัทในบราซิลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายและยังเป็นกระบวนการที่ล่าช้าอีกด้วย หลังจากเลือกรูปแบบบริษัทแล้ว กระบวนการต่างๆ จะมีระยะเวลาการดำเนินงานโดยขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและรูปแบบบริษัท บริษัทขนาดเล็กถึงขนาดกลางอาจใช้เวลาขออนุญาตประกอบกิจการถึง 3-6 เดือนหลังจากยื่นคำขอครั้งแรก ทั้งนี้ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งธุรกิจนั้นได้กล่าวถึงไปแล้วทั้งหมดข้างต้น ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับและมาตรการบางส่วนที่ชาวต่างชาติควรพิจารณาในกระบวนการนี้

โดยปกติ การเปิดบริษัทจำกัด (Limitada) ในสถานที่ส่วนใหญ่ในบราซิลจะใช้เวลา 3-6 เดือน และอาจมีความล่าช้าเกิดขึ้นหากเอกสารของผู้สมัครไม่ครบถ้วนหรือมีปัญหาเกี่ยวกับชื่อบริษัท เช่น มีบริษัทที่ใช้ชื่อเดียวกันนี้อยู่แล้ว

ขอแนะนำให้ระวังการเก็บเอกสารและบันทึกด้านบัญชีให้ดีเนื่องจากกระบวนการปิดบริษัทอาจใช้เวลานาน หากไม่มีการจัดเอกสารให้เป็นระเบียบและเรียกใช้ได้ง่าย

หากต้องการเลือกชื่อบริษัทที่แปลกไปจากปกติ ควรกระทำอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงนัยทางวัฒนธรรมอันไม่พึงประสงค์ (กรุณาตรวจสอบชื่อบริษัทที่มีอยู่แล้วในเซาเปาลูจากเว็บไซต์ JUCESP) บริษัทด้านการตลาดควรเลือกชื่อที่เป็นที่ยอมรับได้และน่าดึงดูดสำหรับชาวบราซิล นอกจากนี้ ยังแนะนำให้บริษัทจดทะเบียนกับสมาคมธุรกิจในท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจวิธีดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้นๆ และเพื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลและการศึกษาวิจัยที่บริษัทสมาชิกสามารถศึกษาได้

หลังจากดำเนินงานกับหน่วยงานราชการและด้านกฎหมายที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว บริษัทควรวางแผนว่าจะจัดการเปิดตัวอย่างไรในบราซิล ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับรูปแบบของธุรกิจและผลิตภัณฑ์และการบริการที่บริษัทจำหน่าย เช่น หากจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ขอแนะนำให้ทำการประชาสัมพันธ์และใช้สื่อให้มากเพื่อเปิดตัวในตลาด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์ ในอีกด้านหนึ่ง หากจำหน่ายชิ้นส่วนเชิงเทคนิคหรือส่วนประกอบเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อื่นๆ กลยุทธ์การขายจะเป็นในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ซึ่งจะต้องใช้วิธีที่ต่างออกไป การทำการตลาดหรือประชาสัมพันธ์นั้นไม่มีข้อห้ามใด ยกเว้นการห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์บางประเภทหรือประเภทการโฆษณาที่อนุญาตให้ลงในสื่อได้ (เช่น ห้ามไม่ให้ใช้นักแสดงเด็กในโฆษณาทางโทรทัศน์)


ท่านสามารถดูแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเปิดบริษัทในบราซิลได้ที่
http://www.portaldoempreendedor.gov.br/how-to-open-business-in-brazil


บริษัทต่างชาติสามารถเปิดบริษัทย่อยในบราซิลได้ กล่าวคือ เป็นบริษัทย่อยของบริษัทแม่ และจะต้องขออนุญาตตั้งและดำเนินธุรกิจบริษัทย่อยในบราซิลกับกระทรวงการพัฒนา อุตสาหกรรม และการค้าต่างประเทศ ทั้งนี้ บริษัทจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 2 เลขที่ 81 ปี 1999 (สามารถดูได้ในเว็บไซต์ของกรมทะเบียนการค้าแห่งชาติ Junta Comercial )

การตั้งสาขาของบริษัทต่างชาติในบราซิลนั้นทำได้ยาก เนื่องจากต้องได้รับการอนุมัติตามกฎหมายกฤษฎีกา (Presidential Decree) การจัดตั้งบริษัทจำกัด (คอร์เปอร์เรชัน) (sociedades por ações) และบริษัทที่จำกัดความรับผิด (limitadas) สามารถดำเนินเอกสารกับระบบราชการและขอรับอนุมัติได้ง่ายกว่า

ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าบริษัทต่างชาตินิยมจัดตั้งธุรกิจผ่านบริษัทย่อยและกิจการร่วมค้ามากกว่าการส่งออกสินค้ามายังบราซิล และมีแนวโน้มว่าการจัดตั้งในลักษณะนี้จะดำเนินต่อไป แม้จะมีข้อยกเว้นบางประการที่ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาถูกกว่าสินค้าในประเทศอย่างชัดเจน หากชาวต่างชาติต้องการทำธุรกิจในบราซิล ขอแนะนำให้จัดตั้งธุรกิจในรูปแบบบริษัทบราซิลเลยจะดีกว่า

หากต้องการจัดทำเว็บไซต์ บริษัทจะต้องมีที่อยู่ (ที่ทำงานหรือที่อยู่อื่นๆ) และใบจดทะเบียนบริษัท (CNPJ) จึงจะสามารถใช้ที่อยู่เว็บไซต์ที่ลงท้ายด้วย “.com” ได้ ทางที่ดีที่สุดในการจัดทำเว็บไซต์คือให้ทำกับบริษัทในท้องถิ่นและจ้างให้บริการดูแลรักษาเว็บไซต์นั้นเลย รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิคที่อาจเกิดขึ้น การใช้ภาษาโปรตุเกสในเว็บไซต์นั้นควรได้รับการตรวจทานโดยชาวบราซิลโดยแท้และควรประกอบไปด้วยข้อมูลผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผู้บริโภคต้องการ

คำแนะนำ

คำแนะนำสำหรับบริษัทไทย
หากสินค้าส่งออกของไทยมีราคาถูกกว่าสินค้าคู่แข่งของบราซิลอย่างเห็นได้ชัด บริษัทไทยอาจต้องการส่งออกสินค้าไปยังบราซิลโดยตรงและไม่มีความจำเป็นในการจัดตั้งสำนักงานหรือบริษัทในท้องถิ่นเพื่อบริหารจัดการตลาด อย่างไรก็ดี บริษัทไทยควรมีตัวแทนในท้องถิ่นที่คอยดูแลจัดการปัญหาด้านการขนส่งสินค้า การจัดจำหน่าย การขาย หรือปัญหาที่เกี่ยวกับลูกค้า หากบริษัทไทยต้องการเปิดสาขาในบราซิล ขอให้พึงระลึกว่าจะต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน และควรเปิดเป็นบริษัทย่อยจะดีกว่า

อุตสาหกรรมบางส่วน (เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ อาหาร และเครื่องดื่ม)
เนื่องจากเครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่มเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการบริโภคอย่างรวดเร็ว บริษัทไทยควรขายสินค้าโดยตรงโดยผ่านตัวแทนจำหน่ายในบราซิล ประสบการณ์และช่องทางธุรกิจของตัวแทนจำหน่ายอาจช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจและการบริการลูกค้าได้ดี ส่วนอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์จะต่างออกไป บริษัทต่างชาติมักจะดำเนินธุรกิจใกล้ชิดกับลูกค้าและจัดการการขนส่งสินค้าและการจัดจำหน่ายเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการประกอบกิจการได้ดีในภาคส่วนนี้

บราซิล ถือว่าเป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่าย และความซับซ้อนในการทำธุรกิจเป็นอย่างมาก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทต่าง ๆ ได้ร้องเรียนถึง "ค่าใช้จ่ายแบบบราซิล" ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้การดำเนินธุรกิจยุ่งยากและลำบากมากกว่าเดิม เช่น ระดับภาษีที่ทั้งสูงและซับซ้อน อัตราดอกเบี้ยสูง โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ดี ตัวบทกฎหมายที่ไม่นิ่ง และการขาดสิ่งจูงใจทางการลงทุนในธุรกิจ

นอกจากนี้ยังจัดอยู่ในอันดับต่ำและไม่ค่อยจะขยับตำแหน่งในดัชนีการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกซึ่งใช้เกณฑ์ชี้วัด 10 ข้อ คือ การก่อตั้งธุรกิจ การขอใบอนุญาตก่อสร้าง การขอไฟฟ้า การจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ การขอสินเชื่อ การปกป้องนักลงทุน การจ่ายภาษี การค้าข้ามพรมแดน การบังคับใช้สัญญา และการจัดการภาวะล้มละลาย บราซิลอยู่ในอันดับที่ 116 จากทั้งหมด 189 ประเทศในปี ค.ศ. 2014 และยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของอันดับมากนัก โดยขยับขึ้นมาเล็กน้อยจากอันดับที่ 118 ในปี ค.ศ. 2013 เกณฑ์ชี้วัดที่รั้งท้ายคือการก่อตั้งธุรกิจ การขอใบอนุญาตก่อสร้าง การจัดการภาวะล้มละลาย และการจ่ายภาษี ส่วนเกณฑ์ชี้วัดที่บราซิลทำได้ดีขึ้น คือ "การขอไฟฟ้า" และ "การปกป้องนักลงทุน"

อันดับของบราซิล (จากทั้งหมด 189 ประเทศ)

อันดับของบราซิล (จากทั้งหมด 189 ประเทศ)อันดับของปี 2014

การก่อตั้งธุรกิจ 123
การขอใบอนุญาตก่อสร้าง 130
การขอไฟฟ้า 14
การจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ 107
การขอสินเชื่อ 109
การปกป้องนักลงทุน 80
การจ่ายภาษี 159
การค้าข้ามพรมแดน 124
การบังคับใช้สัญญา 121
การจัดการภาวะล้มละลาย 135
ที่มา: ธนาคารโลก

ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

  • การก่อตั้งธุรกิจในบราซิลประกอบด้วย 13 ขั้นตอนและใช้เวลาโดยเฉลี่ย 107 วัน (เทียบกับ 119 วันในปี ค.ศ. 2013)
  • ใบขออนุญาตก่อสร้างมีกระบวนการ 15 ขั้นและใช้เวลา 400 วัน (เทียบกับ 430 วันในปี ค.ศ. 2013) และมีค่าใช้จ่ายเทียบเท่ารายได้ต่อหัว 35% ของบราซิล)
  • การจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ใช้เวลาดำเนินการ 30 วันโดยเฉลี่ยและมีขั้นตอน 14 ขั้น
  • ภาษีที่ต้องชำระในแต่ละมี 9 ประเภทโดยเฉลี่ย ซึ่งต้องใช้ชั่วโมงทำงาน 2,600 ชั่วโมงต่อปีในการชำระ
  • การบังคับใช้สัญญาใช้เวลา 731 วันและมีค่าใช้จ่าย 16.5% ของการอ้างสิทธิ์ รวมทั้งกระบวนการ 44 ขั้นตอน
  • การส่งออกจะต้องใช้เอกสาร 6 ประเภทและใช้เวลาดำเนินการ 13 วันโดยเฉลี่ย ส่วนการนำเข้านั้นจำเป็นต้องใช้เอกสาร 8 ประเภท
    ใช้เวลาดำเนินการ 17 วันโดยเฉลี่ย ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการส่งออกต่อตู้คอนเทนเนอร์คือ 2,215 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ 2,275 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคอนเทนเนอร์นำเข้า

แม้รัฐบาลจะพยายามปรับปรุงด้านต่างๆ ในบางด้านตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้ามากนัก โดยมีอุปสรรคด้านความซับซ้อนของโครงสร้างการจัดเก็บภาษี กรอบกฎหมาย และสภาวะทางการเงินที่ยังไม่กระเตื้องหรือแย่ลงในช่วงที่ผ่านมา ต้นทุนทางการเมืองที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นจากภาคธุรกิจ หากสภาพเศรษฐกิจของประเทศเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นไปได้มากวารัฐบาลอาจใช้มาตรการที่เฉียบขาดในการยกเครื่องระบบทั้งหมด


1. ภาษีธุรกิจ

รัฐธรรมนูญของรัฐบาลกลางบราซิลประจำปี ค.ศ. 1988 นั้นเป็นแนวทางหลักในการจัดเก็บภาษี โดยวางหลักการทั่วไปในการจัดเก็บภาษี ข้อจำกัดเกี่ยวกับอำนาจภาษี อำนาจของรัฐบาลในการตัดสินระดับภาษี และข้อกำหนดในการจัดเก็บภาษีส่วนแบ่งรายได้ รัฐบาลแต่ละระดับมีอำนาจในการปกครองและการเมืองโดยสามารถจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม (เนื่องจาก อำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือการใช้บริการของรัฐ) และค่าธรรมเนียมการปรับปรุง (เนื่องจากงานสาธารณะ) เองได้ ส่วนภาษีสวัสดิการสังคมนั้นรัฐบาลกลางเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจกำหนดได้ ระบบภาษีรัฐบาลกลางนั้นบริหารจัดการโดย Receita Federal do Brasil หรือ RFB ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงเศรษฐกิจ (Ministério da Fazenda) รัฐและเทศบาลต่างๆ ล้วนมีหน่วยงานในลักษณะคล้ายกันนี้

ระบบไม่มีการแบ่งแยกแหล่งที่มาของเงินทุน (แยกว่าเป็นนักลงทุนต่างชาติหรือในประเทศ) นอกจากนี้ ยังมีภาษีเพื่อการควบคุมต่างๆ เช่น
IOF (ภาษีธุรกรรมทางการเงิน) IPI (ภาษีสรรพสามิต) และ CIDE (ภาษีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ) ที่รัฐบาลกลางบราซิลใช้เป็นเครื่องมือเสริมในการจัดทำนโยบายการเงินและนโยบายอุตสาหกรรมตามลำดับ แม้นโยบายอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันออกไปตามภาคส่วนอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันมีการบังคับใช้ IOF กับการประกอบธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศในสัดส่วน 6.38%


ภาษีธุรกิจ

ภาษีเงินได้: ภาษีเงินได้นิติบุคคล (IRPJ) และ ภาษีกำไรเพื่อบำรุงสังคม (CSLL)

การคำนวณภาษีประเภทนี้มี 3 วิธี

  1. กำไรตามจริง: ในระบบผลกำไรตามจริงนั้น เงินได้พึงประเมินสุทธิจะมาจากกำไรสุทธิของบริษัทที่คำนวณตามหลัก GAAP ของบราซิล และปรับตามรายการรวมและหักลดหย่อนตามกฎหมายภาษีธุรกิจของบราซิล บริษัทต่างๆ จะต้องเก็บรักษาบันทึกบัญชี บันทึกภาษีเงินได้ (LALUR) และเอกสารและการคำนวณประกอบอย่างเหมาะสมเพื่อแสดงจำนวนภาษีที่ต้องชำระ
  2. กำไรแบบเหมา: หากบริษัทตรงตามคุณสมบัติบางประการ บริษัทสามารถใช้วิธีนี้ได้ซึ่งสามารถคำนวณได้ง่ายขึ้น โดยใช้สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ตามกำหนดซึ่งจะแตกต่างกันไปตามกิจกรรม จากนั้นนำไปคิดจากยอดขายรวม (นอกเหนือจากกำไรส่วนเกินทุน รายได้ในรูปการเงิน และรายได้ในรูปอื่น)
  3. กำไรชี้ขาด: ในบางกรณี เช่น การบันทึกบัญชีที่ไม่เพียงพอหรือไม่น่าเชื่อถือ หน่วยงานจัดเก็บภาษีอาจมีหน้าที่ชี้ขาดผลกำไร ถือเป็นการลงโทษตามกฎหมายประเภทหนึ่งที่กระทำกับบริษัทโดยมีการเรียกปรับ วิธีนี้ใช้หลักการคล้ายคลึงกับวิธีคำนวณกำไรแบบเหมา โดยใช้สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ภาษีที่สูงกว่า

ภาษี

การบริการ

ผลิตภัณฑ์

การบริการและผลิตภัณฑ์

ISS หรือภาษีบริการในอัตรา 2% และ 5% (ขึ้นอยู่กับประเภทของการบริการ) ICMS หรือภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายและการบริการ เรียกเก็บภายในรัฐและระหว่างรัฐในอัตรา 7% และ 12% ตามลำดับ สินค้านำเข้า: 4% (สินค้าที่ผลิตสุดท้ายจะต้องมีชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบที่นำเข้าเกิน 40%) IRPJ หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 15% บวกเพิ่มอีก 10% จากเงินได้รายเดือนที่เกินจาก 24,000 เรอัล
INSS หรือเงินสมทบกองทุนที่เกี่ยวกับประกันสังคมในอัตรา 11% IPI หรือภาษีสรรพสามิตในอัตราตั้งแต่ 0% ถึง 330% (ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของสินค้าและตามที่ระบุในตารางอัตราภาษี IPI) PIS หรือเงินสมทบกองทุนที่เกี่ยวกับประกันสังคมที่เก็บจากเงินได้รวม ดังนี้
กำไรแบบเหมา: แบบสะสมในอัตรา 0.65%
กำไรพึงประเมิน: แบบไม่สะสมในอัตรา 1.65%
II หรือภาษีศุลกากรจากสินค้าต่างประเทศ ตามที่ระบุไว้ในระบบการเก็บภาษีต่อประเทศนอกกลุ่มในอัตราเดียวกัน (TEC) โดยมากในอัตรา 0% ถึง 35% สัมภาระในอัตรา 50% COFINS หรือเงินบำรุงการประกันสังคม
กำไรแบบเหมา: แบบสะสมในอัตรา 3%
กำไรพึงประเมิน: แบบไม่สะสมในอัตรา 7.6%.
IE หรือภาษีส่งออกในอัตรา 30% แต่อาจปรับขึ้นหรือลดเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและนโยบายการค้าต่างประเทศของบราซิล อาจเรียกเก็บในอัตราสูงสุดถึง 150% CSL หรือภาษีกำไรเพื่อบำรุงสังคมในอัตรา 9% สำหรับสถาบันการเงินในอัตรา 15%
IOF หรือภาษีธุรกรรมทางการเงินในอัตราตั้งแต่ 0% ถึง 25% (ขึ้นอยู่กับธุรกรรม)

เงินเดือน

ทรัพย์สิน

FGTS หรือเงินสมทบกองทุนชดเชยในกรณีเลิกจ้างในอัตรา 8% IPTU หรือภาษีทรัพย์สิน รัฐบัญญัติไม่ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำหรือสูงสุดเอาไว้ (จึงให้เป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละเมือง) ใช้เกณฑ์ที่ตั้ง มูลค่า การใช้งาน และหน้าที่ทางสังคม
INSS หรือเงินสมทบกองทุนที่เกี่ยวกับประกันสังคมในอัตรา20% ITR หรือภาษีกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตชนบทในอัตราตั้งแต่ 0.03% ถึง 20% (ขึ้นอยู่กับพื้นที่และระดับการใช้งานของที่ดิน)
SAT/RAT หรือความเสี่ยงต่อสภาพแวดล้อมในที่ทำงานในอัตรา 1% และ 3% ITBI หรือภาษีการถ่ายโอนอสังหาริมทรัพย์ รัฐบัญญัติไม่ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำหรือสูงสุดเอาไว้ (จึงให้เป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละเมือง) ใช้อัตราเดียว ไม่ใช่อัตราก้าวหน้า
Contribuição de Terceiros หรือภาษีเงินสมทบจากบุคคลที่สาม โครงการสวัสดิการสังคม SES/SESC โครงการฝึกอบรม SENAI/SENAC โครงการ SEBRAE เพื่อบริษัทขนาดเล็ก และระบบบำนาญเสริมสำหรับชนบท INCRA ในอัตรา 3.1%
ที่มา: Receita Federal

ภาษีจากเงินได้รวม

PIN และ COFINS คือการเก็บภาษีเงินได้ต่อเดือนในระบบภาษีแบบไม่สะสม ผู้เสียภาษีในระบบไม่สะสมมีหน้าที่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (PIS) ในอัตราร้อยละ 1.65 ภาษีรัฐ (COFINS) อัตราร้อยละ7.6 แต่ผู้ลงทุนจะได้รับเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่ม (PIS) และภาษีรัฐ (Cofins) คืน กรณีที่รายได้ดังกล่าวเกิดจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้

  • (ก) สินค้าที่ซื้อมาเพื่อจำหน่ายต่อ
  • (ข) สินค้าและบริการที่นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจบริการหรือกระบวนการผลิตให้ลุล่วง (ไม่รวมแรงงาน)
  • (ค) ค่าไฟฟ้า
  • (ง) ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ถาวรเพื่อประกอบกิจการ
  • (จ) การเข้าซื้อสินทรัพย์ถาวร
  • (ฉ) สินค้าคืน

หากรายได้จากรายการดังกล่าวไปรวมในฐานภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม (PIS) และภาษีรัฐ (COFINS) ในเดือนก่อนหน้า

บราซิล กำหนดให้อุตสาหกรรมบางประเภทต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (PIS) และภาษีรัฐ (COFINS) ในอัตราพิเศษ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ น้ำมัน เครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์และหีบห่อ พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ โดยหากมีการนำเข้าสินค้าและบริการเพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศแล้ว จะต้องชำระภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม (PIS) และภาษีรัฐ (COFINS) ในอัตรารวมทั้งสิ้นร้อยละ 9.25 / ภาษีแต่ละรายการ


ภาษีทางอ้อม

ภาษีอุตสาหกรรม (IPI)

ภาษีอุตสาหกรรมคือภาษีที่รัฐบาลกลางเรียกเก็บจากการผลิตและการนำเข้าสินค้า ภาษีประเภทนี้คล้ายกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่ในราคาจำหน่ายสินค้า ตามหลักการพื้นฐานแล้ว หากผู้ลงทุนได้ชำระภาษีอุตสาหกรรม (IPI) ระหว่างนำเข้าสินค้ามาก่อน สามารถนำยอดภาษีที่ชำระก่อนหน้านี้ไปหักกลบภาษีอุตสาหกรรม (IPI) ที่เรียกเก็บภายหลังได้ ทั้งนี้ อัตราเรียกเก็บภาษี IPI ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าตามที่ระบุไว้ในตารางอัตราภาษีอุตสาหกรรม (TIPI)

ภาษีอุตสาหกรรม (IPI) เป็นภาษีที่ปรับเปลี่ยนตามระเบียบนโยบาย กล่าวคือ รัฐบาลอาจเพิ่มอัตราภาษีอุตสาหกรรมเมื่อไหร่ก็ได้โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อส่งเสริมนโยบายทางเศรษฐกิจและการคลัง ทั้งนี้ อัตราภาษีสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น บุหรี่ และน้ำหอม มักจะสูงกว่าสินค้าประเภทอื่น

สำนักงานบริษัทแต่ละสาขา (กรณีบริษัทมีหลายสาขา) ต้องยื่นแบบชำระภาษีอุตสาหกรรม (IPI) แยกกันในฐานะผู้เสียภาษีคนละราย สำหรับสินค้านำเข้า รัฐจะเรียกเก็บภาษี IPI เมื่อสินค้าดังกล่าวผ่านพิธีการทางศุลกากร และเมื่อสินค้าลำเลียงออกจากบริษัทผู้นำเข้าเป็นครั้งแรก (เมื่อจำหน่ายสินค้าได้) ทั้งนี้อัตราภาษีอุตสาหกรรม (IPI) ที่เรียกเก็บจากสินค้าส่วนใหญ่จะคำนวณจากราคา CIF บวกค่าธรรมเนียมศุลกากรและภาษีนำเข้า

ภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS)

ภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากการนำเข้าและการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น (รวมถึงค่าไฟฟ้า) บริการขนส่งระหว่างเขตเทศบาล บริการขนส่งข้ามแดน และบริการด้านการสื่อสาร

โดยปกติ เมื่อผู้ลงทุนซื้อขายสินค้าระหว่างรัฐ อัตราการเก็บภาษี ICMS จะอยู่ที่ร้อยละ 7 (กรณีผู้ซื้ออยู่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตะวันตก หรือในเขต Espírito Santo) หรือร้อยละ 12 (กรณีผู้ซื้ออยู่ทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงใต้) ส่วนการซื้อขายสินค้านำเข้าภายในรัฐเดียวกัน รัฐจะเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 17-19 โดยที่เมืองรีโอเดอจาเนโรเก็บอัตราร้อยละ 19 เมืองเซาเปาลู เมืองปารานา และเมืองมินาสเกไรส์เก็บอัตราร้อยละ 18 ส่วนรัฐอื่นเก็บอัตราร้อยละ 17

ผู้ลงทุนที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจบริการด้านการสื่อสารและการไฟฟ้าจะต้องเสียภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS) ร้อยละ 25 ทั้งนี้ หากเป็นสินค้านำเข้า จะใช้ราคา CIF บวกกับภาษีนำเข้าที่เกี่ยวข้อง ภาษีอุตสาหกรรม (IPI) ค่าพิธีการศุลกากร ภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (PIS) และภาษีรัฐ (COFINS) เป็นฐานในการคำนวณภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS)

ภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS) จะเรียกเก็บเมื่อมีการนำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศหรือเมื่อสินค้าดังกล่าวลำเลียงออกจากโรงงาน โดยจะใช้ราคาจำหน่าย ภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ ICMS (ยอดรวมขั้นต้น) ค่าประกันภัย ค่าลดหย่อนเป็นฐานในการคำนวณภาษี หากเป็นการซื้อขายระหว่างผู้ที่ไม่เสียภาษี ICMS หรือหากเป็นการซื้อขายสินค้าที่ไม่สามารถนำกลับมาผลิตใหม่หรือขายซ้ำได้อีก (เช่น สินทรัพย์ถาวร) จะรวมภาษีอุตสาหกรรม (IPI) ในฐานการคำนวณภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS) ด้วย

ภาษี ICMS มีลักษณะเช่นเดียวกับภาษีอุตสาหกรรม (IPI) กล่าวคือ สำนักงานบริษัทแต่ละสาขาต้องยื่นแบบชำระภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ (ICMS) แยกกันในฐานะผู้เสียภาษีคนละราย โดยทั่วไปผู้เสียภาษี ICMS จะได้รับเครดิตภาษีคืนตามยอดภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าที่ผู้เสียภาษีชำระก่อนหน้านี้ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้เสียภาษี ICMS ที่เรียกเก็บจากสินค้าดังกล่าวเช่นกัน ผู้ลงทุนสามารถนำเครดิตภาษีที่ได้รับมาหักกลบภาษี ICMS ที่ต้องชำระในครั้งหน้าได้

อย่างไรก็ตาม หากผู้ซื้อมิใช่ผู้เสียภาษี ICMS และมีหน้าที่ชำระภาษีตามการจำหน่าย ให้ถือว่าภาษี ICMS ดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกคืนเป็นเครดิตภาษีได้ ฐานภาษี ICMS คำนวณจากราคาจำหน่าย ภาษีการจำหน่ายสินค้าและบริการ(ยอดรวมขั้นต้น) ค่าประกันภัย และ ค่าลดหย่อน


ภาษีบริการ

ISS คือ ภาษีเทศบาลที่เรียกเก็บจากรายได้ที่เกิดจากการให้บริการ แม้ภาษี ISS จะเป็นภาษีเทศบาล แต่รัฐบาลกลางเป็นผู้ออกกฎหมาย (Lei Complementar 116/03) ระบุรายการบริการต่างๆ ที่กำหนดต้องชำระภาษี ISS ภาษี ISS ใช้ค่าบริการเป็นฐานในการคำนวณภาษี โดยมีอัตราตั้งแต่ร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 5 ขึ้นอยู่กับเขตเทศบาลที่การให้บริการนั้นๆ ตั้งอยู่ และประเภทของการให้บริการ


ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากรายได้ที่เกิดภายในประเทศ เช่น ค่าบริการที่ชำระให้แก่ผู้ให้บริการ เงินเดือนและรายได้ที่ได้จากการลงทุนในธนาคาร ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายส่วนใหญ่จะหักออกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาล่วงหน้าหรือเรียกเก็บหลังได้รับภาษีคืนแล้ว อย่างไรก็ตาม บางกรณีภาษีหัก ณ ที่จ่ายถือเป็นภาษีประเภทสุดท้ายที่ผู้เสียภาษีพึงชำระ นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่มีถิ่นพำนักในประเทศบราซิลและได้รับเงินได้จากนิติบุคคลบุคคลสัญชาติบราซิล (เช่น ค่าสิทธิ ค่าบริการ รายได้จากการลงทุน ดอกเบี้ย เป็นต้น) ยังมีหน้าที่ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ตามกฎหมายภาษีของบราซิล ผู้ลงทุนจะต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อได้รับชำระ เครดิต ส่งมอบ ใช้ประโยชน์ หรือโอนเงิน/กองทุน อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นอยู่กับว่ากิจกรรมใดเกิดขึ้นก่อน โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับประเภทของการชำระ ถิ่นพำนักของผู้รับผลประโยชน์ และสนธิสัญญาทางภาษีระหว่างประเทศบราซิลกับประเทศของผู้รับประโยชน์ โดยทั่วไป อัตราภาษี ณ ที่จ่ายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 15 ถึง 25 แต่หากผู้รับประโยชน์อาศัยในเขตอำนาจรัฐที่มีอัตราภาษีต่ำ จะต้องชำระภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 25 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทภาษีระหว่างประเทศ (International Tax Chapter)


ภาษีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (CIDE)

ภาษีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (CIDE) คือภาษีที่เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 10 จากการชำระค่าบริการที่อยู่ในรูปค่าสิทธิ ค่าบริหารงาน ค่าบริหารทางเทคนิค ค่าบริการความช่วยเหลือทางเทคนิคต่างๆ ที่ชาวบราซิลเป็นผู้ชำระแก่ผู้ไม่มีถิ่นพำนักในบราซิล ภาษี CIDE ต่างจากภาษี ณ ที่จ่ายตรงที่เรียกเก็บจากผู้เสียภาษีชาวบราซิล ดังนั้นจึงไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนตามสนธิสัญญาภาษีและไม่สามารถนำมาขอเครดิตภาษีระหว่างประเทศได้ ทั้งนี้ นิติบุคคลชาวบราซิลสามารถขอเครดิตภาษี CIDE ได้จำกัดหากเป็นการชำระค่าสิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้าหรือชื่อทางการค้า เนื่องจากสามารถนำมาลดหย่อนอัตราภาษีที่กำหนดไว้

ภาษี CIDE Combustíve เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการนำเข้าและจำหน่ายสินค้าจำพวกน้ำมัน แก๊ส รวมถึง เอทานอล ผู้ผลิต ผู้คิดค้นสูตร และผู้นำเข้า ต้องเสียภาษี CIDE Combustíve ตามกฎหมายฉบับที่ 10,336/01


ภาษีจากการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ (IOF)

ภาษี IOF เป็นภาษีที่รัฐบาลกลางเรียกเก็บจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ประกันภัย การแลกเปลี่ยนเงินตรา การให้สินเชื่อผ่านสถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงการซื้อขายทองคำ และการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัท รัฐบาลกลางสามารถเพิ่มอัตราภาษีโดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาที่มีผลบังคับใช้ทันที อัตราภาษี IOF นั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเหตุแห่งการเสียภาษีและประเภทของธุรกรรมทางการเงิน


บริษัทต่างชาติ

  • บริษัทย่อยของบริษัทต่างชาติมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเช่นเดียวกันกับผู้ประกอบการชาวบราซิล
  • เงินปันผลที่บริษัทย่อยของบริษัทต่างชาติจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • บริษัทต่างชาติไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ที่มาจากการส่งออกสินค้าเพื่อจำหน่ายในบราซิล
  • พนักงาน/ตัวแทนฝ่ายขายในประเทศบราซิลที่ได้รับมอบอำนาจให้เซ็นสัญญาข้อผูกพันต่างๆ อาจมีความเสี่ยงทางภาษีในฐานะผู้ส่งออกจากบราซิล
  • ผู้ลงทุนจะต้องแสดงค่าบริหารงานหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เรียกเก็บจากสำนักงานใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศหรือบริษัทย่อยของบริษัทสัญชาติบราซิลเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี โดยกระบวนการโอนเงินต่างๆ ต้องเป็นไปตามระเบียบที่ธนาคารกลางกำหนด
  • บริษัทต่างชาติไม่สามารถดำเนินกิจการในบราซิลอย่างถาวร เว้นแต่เป็นการดำเนินกิจการผ่านบริษัทย่อยจดทะเบียน สาขาย่อย หรือสถานประกอบการถาวร

บริษัทย่อยต่างชาติ

กำไรที่บริษัทต่างชาติได้รับจากบริษัทย่อยในบราซิลจะต้องนำมาคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 (ร้อยละ 25 หากผู้รับประโยชน์อยู่ในเขตอำนาจรัฐที่มีอัตราการเก็บภาษีต่ำตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายบราซิล) หรือตามอัตราการเก็บภาษีต่ำตามสนธิสัญญา (ดูภาคผนวก I ) ทั้งนี้ อาจได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายหากเป็นกำไรที่เกิดจากสินเชื่อเพื่อการส่งออก ตามที่กำหนดใน Lei 2,249/2010

การทำธุรกรรมระหว่างบริษัทต้องมีกฎการกำหนดราคาโอน


ภาษีบุคคลธรรมดา

ชาวต่างชาติที่พำนักในบราซิล (รวมถึงชาวบราซิลเอง) มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภาษี IRPF ซึ่งเป็นภาษีสหภาพที่รัฐบาลกลางเป็นผู้เรียกเก็บ ผู้เสียภาษีทุกคนต้องสำแดงเงินได้ประจำปีในแบบขอคืนภาษีเงินได้ภายในสิ้นเดือนเมษายน โดยหน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคลหรือ IRPF คือ RFB ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะสังกัดกระทรวงการคลัง

ตามกฎหมายของบราซิล ชาวต่างชาติที่ทำงานในบราซิลถือว่าเป็นผู้พำนักถาวรหาก

  • วันที่เดินทางเข้าประเทศบราซิล ชาวต่างชาติดังกล่าวถือวีซ่าแบบถาวร
  • วันที่เดินทางเข้าประเทศบราซิล ชาวต่างชาติดังกล่าวถือวีซ่าชั่วคราว
    (1) ทำงานตามสัญญาจ้างงาน
    (2) พำนักในประเทศบราซิลนาน 184 วัน ติดต่อกันหรือไม่ติดต่อกัน แต่ไม่เกินระยะเวลา 12 เดือน หรือ
    (3) ได้รับวีซ่าแบบถาวรหรือทำสัญญาจ้างงานก่อนพำนักในประเทศเป็นเวลานาน 184 วัน แต่ไม่เกินระยะเวลา 12 เดือน

บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้พักนักถาวรในประเทศบราซิลและมีรายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าบริการให้เช่าหรือค่าบริการทางการเกษตรเกิน 23,499.15 เรอัลในรอบหนึ่งปีภาษีนั้น จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมกา นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ของลูกจ้าง โดยที่ลูกจ้างจำเป็นต้องยื่นแบบและชำระภาษีบางประเภทด้วยตนเองด้วย

ภาษีเงินได้ ของประเทศบราซิล จะเรียกเก็บจากเงินได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง เงินจากพันธบัตร ค่านายหน้า เงินรางวัล ค่าตอบแทนรูปแบบอื่น ส่วนเงินค่าที่พัก และเงินค่าเล่าเรียนที่ได้รับถือเป็นค่าจ้างทางอ้อม และต้องนำไปเสียภาษีด้วย


การแจงรายละเอียดภาษีประจำปี

การขอคืนภาษีบุคคลธรรมดาต้องเข้าไปลงทะเบียนออนไลน์กับ Receita Federal ผ่านโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดได้ ผู้เสียภาษีสามารถเข้าไปคำนวณภาษี กรอกแบบฟอร์ม และยื่นขอคืนภาษี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ Receita Federal

ตามกฎหมายภาษีของประเทศบราซิล ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายต่อไปนี้มาลดหย่อนภาษี IRPF

  • เงินประกันสังคมที่จ่ายให้แก่กองทุนประกันสังคมแห่งชาติ
  • ค่าเลี้ยงดูอดีตคู่สมรส
  • ค่าดูแลผู้อยู่ในอุปการะ สามารถหักค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลผู้อยู่ในอุปการะ (เช่น คู่สมรส บุตร บิดามารดา เป็นต้น)
  • ค่าเล่าเรียนทั้งตัวผู้เสียภาษีและผู้อยู่ในอุปการะ (ไม่เกิน 3,091.35 เรอัล/ปี)
  • ค่ารักษาพยาบาล ค่าพบแพทย์ ทันตแพทย์ นักจิตวิทยา ค่าใช้จ่ายสำหรับห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ค่าเอ็กซเรย์

ผู้เสียภาษี จะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายดังกล่าว และนำมาหักลบเงินได้พึงประเมินขณะยื่นแบบแก้ไขรายการภาษีประจำปี การคำนวณและเรียกเก็บ IRPF รายเดือน เป็นไปตามตารางที่แสดงด้านล่างนี้ ตารางคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราก้าวหน้ารายเดือนในปีการเงิน 2015 ตามปีปฏิทิน 2014 มีดังนี้

เงินได้รายเดือน (เรอัล) ร้อยละ (%) เงินภาษีที่หัก (เรอัล)
1,787.77 - -
1,787.78 to 2,679.29 7.5 134.08
2,679.30 to 3,572.43 15 335.03
3,572.44 to 4,463.81 22.5 602.96
เกิน 4,463.81 27.5 826.15
ที่มา: Ministério da Fazenda

กรุณาดูโปรแกรมคำนวณ IRPF ใน เว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง

บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้พำนักในประเทศบราซิลจะต้องเสียภาษี IRRF (จากเงินต้น) ในอัตราร้อยละ 25 จากการทำงานทุกประเภทในบราซิล

บราซิลลงนามอนุสัญญาภาษีซ้อนกับบางประเทศเพื่อยกเว้นบุคคลที่มีหน้าที่ชำระภาษีเงินได้ในประเทศอื่นให้ไม่ต้องเสียภาษีในบราซิลจากเงินได้ก้อนเดียวกัน ภาษีเงินได้ที่จ่ายในประเทศอื่นโดยใช้เงินต้นก้อนเดียวกันสามารถนำมาหักจาก IRPF ที่จำเป็นต้องชำระในบราซิลได้เมื่อมีการปรับภาษีประจำปี ทั้งนี้ มีการจำกัดเงินลดหย่อน (ตามจำนวนเงินที่หาได้จากต่างประเทศ)

กรุณาอ่านรายละเอียดอนุสัญญาภาษีซ้อนได้เพิ่มเติมที่ เว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง

กรุณาอ่านรายละเอียดและตัวอย่างการจำกัดเงินลดหย่อนได้เพิ่มเติมที่ เว็บไซต์