ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ

สินค้า

ธุรกิจและสินค้าไทยที่มีโอกาสเจาะตลาดบราซิล

ประเภทสินค้า


หากพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่าผู้บริโภคชาวบราซิลแทบไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับประเทศไทยเลย จึงเป็นไปได้ว่าชาวบราซิลจะมองสินค้าจากประเทศไทยเป็นของแปลกใหม่ ในบางอุตสาหกรรมอาจถือได้ว่าจุดนี้เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้สูงขึ้นได้ เช่น อาหารและเครื่องสำอางจากแถบเอเชียอย่างประเทศไทย ดูมีความแปลกใหม่ซึ่งอาจกระตุ้นความอยากรู้อยากลองและความสนใจของชาวบราซิลได้

ดังนั้น ในบรรดาสินค้าที่มีศักยภาพในการจัดจำหน่ายในบราซิลคือเครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลปะ

ทัศนคติที่ชาวบราซิลมีต่อประเทศไทยอาจดีขึ้นได้ จากการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ที่วางแผนมาอย่างดีอย่างต่อเนื่องโดยสถานทูตไทยและหน่วยงานราชการอื่นๆ ซึ่งอาจจำเป็นในการลบภาพลักษณ์เชิงลบที่ชาวบราซิลมีต่ออุตสาหกรรมไทย การสื่อสารและประชาสัมพันธ์นี้สามารถทำได้หลายรูปแบบ รวมถึงการแสดงบริษัทอุตสาหกรรมไทยที่ประสบความสำเร็จและการเยี่ยมชมสวนอุตสาหกรรมในประเทศไทย เหล่านี้จะช่วยให้การทำธุรกรรมทางธุรกิจกับชาวบราซิลเป็นไปได้ด้วยดีหลังจากที่ได้เห็นความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

สินค้าเกษตรอาจสู้ราคาในตลาดบราซิลได้ยาก ยกเว้นข้าวซึ่งบราซิลนำเข้าเป็นจำนวนมหาศาล (ราว 1 ล้านตันต่อปี) และผลไม้เอเชียบางชนิด หากผลไม้ดังกล่าวไม่ได้เพาะปลูกในบราซิล อย่างไรก็ดี ต้นทุนการขนส่งข้าวอาจเป็นอุปสรรคในการนำเข้าข้าวในราคาที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอาร์เจนตินา


เครื่องสำอาง



อุตสาหกรรมเครื่องสำอางในบราซิลประกอบด้วยบริษัท 2,900 แห่ง โดย 20 แห่งเป็นบริษัทใหญ่ (มีรายได้เกิน 100 ล้านเรอัลหรือราว 1,200 ล้านบาท) ซึ่งมีรายได้เป็นสัดส่วน 73% ของทั้งอุตสาหกรรม ถึงกระนั้น บริษัทต่างๆ ก็ยังได้รับความต้องการจากตลาดและสามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันได้ด้วยดี สินค้านำเข้ามีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและบราซิลได้นำเข้าสินค้ารวมมูลค่ากว่า 640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.92 หมื่นล้านบาท) ต่อปี โดยเน้นสินค้าจากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอาร์เจนตินา

ผู้บริโภคในบราซิลซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและความสวยความงามมากกว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ดังนั้น บริษัทต่างชาติหลายแห่งจึงเริ่มตบเท้าเข้ามาในบราซิลเพื่อคว้าโอกาสนี้ ที่จริงแล้วยังมีโอกาสให้บริษัทต่างชาติได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในบราซิลอีกมาก อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกล่าวว่าบริษัทต่างชาติควรเข้าตลาดให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำให้ได้เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก เนื่องจากผู้บริโภคชาวบราซิลมักจะไม่กล้าลองสินค้าใหม่ๆ ที่ตนไม่รู้จัก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีกระแสการผลิตสินค้าบางประเภทแบบจ้างผลิตจากภายนอกและบริษัทต่างชาตินิยมใช้วิธีการนี้มากขึ้น ความต้องการจากบริษัทบราซิลในส่วนนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และบริษัทต่างชาติจะได้รับประโยชน์โดยสามารถจำหน่ายสินค้าของตนในบราซิลได้โดยใช้แบรนด์ท้องถิ่นที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว


เฟอร์นิเจอร์



อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของบราซิลประกอบด้วยบริษัท 17,500 แห่งและสร้างงาน 323,000 แห่งในประเทศ บริษัทส่วนมากเป็นบริษัทรายย่อย (85%) และมีบริษัทเพียง 2% ที่ถือว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ กำลังการผลิตต่อปีมีมูลค่า 3.9 หมื่นล้านเรอัล (ราว 4.7 แสนล้านบาท) โดยมีเม็ดเงินลงทุน 1,400 ล้านเรอัล (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) และสินค้าส่งออกมูลค่า 709 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท) บริษัทส่วนใหญ่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะในเมืองรีโอ แกรนเด โด ซูล (คิดเป็นกำลังการผลิต 17% ของทั้งประเทศ) และทางตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ การผลิตหลักกระจุกตัวอยู่ในเมืองเบนโต กอนคัลเวส เมืองเซาเปาลู เมืองอาราปอนกัส เมืองคูริติบา และเมืองเบโลฮอรีซอนเต

มีการประเมินตัวเลขไว้ว่าครอบครัวชาวบราซิลใช้จ่ายเงินเดือน 2% ไปกับเฟอร์นิเจอร์ ค่าใช้จ่ายเฟอร์นิเจอร์นั้นอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงตัดสินใจรวมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไว้ในโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐบาลกลาง (PAC) เพื่อชดเชยจากสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงในบราซิล มีการลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม (IPI) ลงจาก 5% เป็น 0% ในปี 2012 เพื่อลดราคาสินค้าที่ออกสู่ผู้บริโภค จากนั้นได้ค่อยๆ ขึ้นภาษีดังกล่าวจนกลับสู่ระดับเดิมในปี 2014 และส่งผลให้ราคาสินค้าเฟอร์นิเจอร์ปรับตัวสูงขึ้น

สินค้านำเข้าส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และไทย สินค้านำเข้าจำพวกเฟอร์นิเจอร์หรูหราระดับบนเติบโตเร็วที่สุด ปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการที่ทำให้สินค้านำเข้าเป็นที่นิยมน้อยคือต้นทุนการขนส่งสินค้าสูงและอุปสรรคในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการป้อนเฟอร์นิเจอร์สั่งทำ

โอกาสที่ดีประการหนึ่งคือการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์สำหรับโรงแรม ซึ่งมีความต้องการสินค้ามาตรฐานในปริมาณสูง โอกาสนี้เคยมีมาและจะยังคงอยู่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการจัดการแข่งขันกีฬานานาชาติที่ยิ่งใหญ่อย่างการแข่งขันฟุตบอลโลกและการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกส์ นักท่องเที่ยวมากมายหลั่งไหลเข้ามายังบราซิลและมีการก่อสร้างโรงแรมใหม่เพิ่มขึ้น

โอกาสอีกประการหนึ่งคือการนำเข้าสินค้าที่เน้นเจาะชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้ซื้อบ้านและอพาร์ตเมนต์ใหม่และต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์ควบคู่กันไป โดยปัจจุบันตลาดกลุ่มนี้มีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายทั้งหมด (47%) บริษัทบราซิลบางแห่งเล็งเห็นแนวโน้มนี้และเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าสำคัญของตน แนวโน้มที่เพิ่มเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีข้อดีที่สำคัญคือราคา เว็บไซต์บางแห่ง เช่น “Mobly” สามารถจำหน่ายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมากเนื่องจากมีการเจรจาตกลงกับผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์เอาไว้


อาหารและเครื่องดื่ม



รายได้จากอุตสาหกรรมอาหารในปี 2012 มีมูลค่าถึง 4.32 แสนล้านเรอัล (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นหนึ่งส่วนสิบของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศบราซิล บราซิลถือเป็นประเทศที่ผลิตอาหารได้เพียงพอกับความต้องการในประเทศและมีอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารที่พัฒนาไปมาก มีบริษัทผลิตอาหารราว 45,000 แห่งทั่วประเทศ นอกจากบริษัทในประเทศแล้ว ยังมีบริษัทข้ามชาติอีกมากมายที่ดำเนินธุรกิจในประเทศ อาทิ เนสท์เล่ ยูนิลีเวอร์ บันจ์ คราฟท์ คาร์กิล และแคดเบอรี่ เป็นต้น บริษัทผลิตอาหารสำเร็จรูปได้จัดจำหน่ายสินค้าในหลากหลายช่องทาง ทั้ง ช่องทางค้าปลีก ค้าส่ง บริษัทแปรรูปอาหารอื่นๆ และกลุ่มตลาดบริการอาหาร จากข้อมูลสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (Brazilian Food Processors Association หรือ ABIA) พบว่าบริษัทแปรรูปอาหารส่วนใหญ่หรือ 81% เป็นบริษัทที่มีขนาดเล็กมาก (มีพนักงานไม่ถึง 20 คน) อีก 14% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (มีพนักงานตั้งแต่ 19-99 คน) 4% เป็นบริษัทขนาดกลาง (มีพนักงาน 100-499 คน) และ 1.5% เป็นบริษัทขนาดใหญ่ (มีพนักงานมากกว่า 500 คน) การจัดจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มราว 80% ใช้ช่องทางค้าปลีกและยอดขายของผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปราว 70% มาจากช่องทางนี้



ที่มา : UK trade&Investment


อุตสาหกรรมค้าปลีกในปี 2012 มีมูลค่าตลาดราว 2.43 แสนล้านเรอัล (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) ร้านค้าปลีกในท้องถิ่นใช้ข้อได้เปรียบจากชนชั้นกลางที่เติบโตซึ่งใช้จ่ายไปกับอาหารมากขึ้น จากข้อมูลของสมาคมซูเปอร์มาร์เก็ตของบราซิล (Brazilian Supermarket Association หรือ ABRAS) พบว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังดำเนินไปได้ดีมาก เมื่อพิจารณาจากรายได้ของซูเปอร์มาร์เก็ต พบว่ามีบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 บริษัทคิดเป็นสัดส่วน 37.4% ของตลาดรวมในปี 2012 แม้ตลาดบราซิลจะไม่ถือว่ากระจุกตัวมากนักเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล แต่บริษัทค้าปลีก 10 อันดับสูงสุดมีอำนาจในการซื้อมหาศาล ผู้ที่สามารถคานอำนาจทางการค้านี้มีเฉพาะจากเครือบริษัทค้าปลีกในภูมิภาคที่ยังคงตำแหน่งผู้นำในตลาดที่มีลักษณะการบริโภคตามวัฒนธรรมท้องถิ่นต่างจากเมืองใหญ่เท่านั้น เช่น เมืองเซาเปาลูและรีโอเดจาเนโร


ร้านค้าปลีกหลักสำหรับอาหาร

ร้านระดับทั่วไป

  • Pão de Açúcar (ร่วมกับกลุ่ม Casino) ระดับพรีเมียม มีสินค้านำเข้าชั้นดีในบางสาขา
  • Carrefour มีส่วนสินค้านำเข้าจำนวนจำกัด
  • Walmart มีส่วนสินค้านำเข้าจำนวนจำกัด

ร้านระดับบน

  • Group St Marché (20 สาขาในเมืองเซาเปาลู)
  • Empório Casa Santa Luzia

แต่เดิมบราซิลนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรเพียงไม่กี่รายการ เนื่องจากภาคการเกษตรในประเทศมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศเอง อย่างไรก็ดี บราซิลเริ่มนำเข้าอาหารบางประเภทมากขึ้น เช่น ถั่วบางชนิด พืชผักหลายพันธุ์และมันฝรั่ง นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าอาหารพร้อมรับประทานเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้ออาหารที่มีราคาสูงขึ้นและอุตสาหกรรมอาหารในประเทศยังไม่พร้อมในด้านนี้ ผู้บริโภคสามารถซื้อหาอาหารแช่แข็งนำเข้ามากมายในซูเปอร์มาร์เก็ตระดับกลางถึงบ้านได้

นอกจากนี้ บราซิลยังนำเข้าปลาเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเอเชีย ราคาที่ถูกกว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นและโดยมากจะมาจากประเทศจีนและเวียดนาม ตัวเลขการนำเข้าปลาเพิ่มจาก 230 ล้านตันในปี 2009 เป็น 383 ล้านตันในปี 2013 โดยมีการคาดการณ์ว่าจะแตะระดับ 470 ล้านตันในปี 2014 นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าทูน่ากระป๋องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะจากประเทศเอกวาดอร์ เปรู และไทย ตัวเลขการนำเข้าทูน่ากระป๋องเพิ่มขึ้นจาก 1,200 ตันในปี 2012 เป็น 3,200 ตันในปี 2013 และทูน่าแช่แข็งเพิ่มขึ้นจาก 11,000 ตันในปี 2012 เป็น 18,000 ล้านตันในปี 2013

เครื่องดื่มที่เริ่มเป็นที่นิยมในบราซิลคือชานมไข่มุกซึ่งมีจำหน่ายโดยทั่วไปในเอเชีย และมีการนำเข้ามาในบราซิลเมื่อปี 2013 มีแฟรนไชส์ IS Bubble Tea ที่ซื้อมาจากประเทศไต้หวันและกำลังไปได้ดีในบราซิล นี่เป็นตัวอย่างเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงและแพร่หลายอย่างรวดเร็วภายในประเทศ

อาหารเอเชียเป็นที่ชื่นชอบในบราซิล โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นและจีน ชุมชนชาวญี่ปุ่นขนาดใหญ่ในบราซิลนำเข้าอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดจากญี่ปุ่น โดยมากอาศัยอยู่ในรัฐเซาเปาลูและมีร้านค้าหลายแห่งโดยเฉพาะในย่านลิเบอร์ดาจิของเมืองหลวง นอกจากนี้ ยังมีการนำเข้าอาหารเกาหลีเพิ่มมากขึ้นผ่านร้านค้าต่างๆ ซึ่งสามารถจำหน่ายอาหารเหล่านี้ในราคาที่สมเหตุสมผล


คำแนะนำ

อุตสาหกรรมบางส่วน (เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ อาหาร และเครื่องดื่ม)

ดังที่อธิบายไปข้างต้น ถือเป็นโอกาสดีในการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปยังอุตสาหกรรมโรงแรมของบราซิล การท่องเที่ยวกำลังเติบโตและอุตสาหกรรมโรงแรมกำลังซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าโรงแรมใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงโรงแรมที่มีอยู่เดิมอีกด้วย