ธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ

อุตสาหกรรม

หากพิจารณาอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศจะเห็นว่ามีอุตสาหกรรม 3 ส่วน ที่มีการแข่งขันสูงในทั้งสองประเทศและทำให้การส่งออกไปยังบราซิลนั้นทำได้ยากขึ้น

อุตสาหกรรมยานยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์

ระดับการปกป้องการค้าสูงในบราซิล ภาษี 35% และความแตกต่างด้านข้อมูลจำเพาะเชิงเทคนิคบางประการ (ซึ่งจำเป็นต้องทำการดัดแปลงบางอย่างกับรถยนต์) ทำให้ยานยนต์ไทยไม่สามารถสู้กับคู่แข่งในบราซิลได้เลย


อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

ซึ่งมีความสามารถทางการแข่งขันสูงในระดับนานาชาติ ทำให้สินค้าไทยต้องพบศึกหนักในการแข่งขันในตลาดบราซิล ยกเว้นเฟอร์นิเจอร์ในแบรนด์และรุ่นที่มีชื่อเสียงและแตกต่างจากเฟอร์นิเจอร์ที่ขายในบราซิล หากผู้บริโภคชาวบราซิลเห็นคุณค่าในความแตกต่างกัน


อุตสาหกรรมกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์

อุตสาหกรรมกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์

ซึ่งมีกำแพงภาษีป้องกันอยู่ รวมทั้งนโยบายการคลังที่แข็งแกร่งของกรมศุลกากรเพื่อป้องกันสินค้านำเข้าที่อาจตัดราคา หรือมีมาตรฐานเชิงเทคนิคที่ไม่ตรงกับข้อกำหนดในประเทศ


ในความจริง อุตสาหกรรมยานยนต์ของบราซิลได้รับอนุมัติโครงการนโยบายขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Inovar-Auto (Incentivo à Inovação Tecnológica e Adensamento da Cadeia Produtiva de Veículos Automotores) ในปี 2012 เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของชาติควบคู่ไปกับการส่งเสริมการพัฒนาด้านเทคโนโลยียานยนตร์ หลังจากมีการวิ่งเต้นอย่างหนัก อุตสาหกรรมนี้สามารถโน้มน้าวรัฐบาลให้ใช้โครงการนี้ในช่วงที่มีการนำเข้ายานยนต์มากขึ้นและลูกค้ามองหารถยนต์รุ่นที่ดีกว่า แม้อุตสาหกรรมนี้จะได้รับการปกป้องสูงอยู่แล้ว แต่โครงการนี้ช่วยให้การปกป้องเพิ่มขึ้นโดยให้เครดิตภาษี IPI ถึง 30% (จากยอดขายรถยนต์รวม) แก่ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการและทำตามข้อกำหนด (จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากยอดขายรถยนต์อื่นๆ เพิ่ม 30%) นอกจากนี้ บริษัทเหล่านี้ยังสามารถเลี่ยงการปลดพนักงานจำนวนมากได้ในระหว่างเข้าร่วมโครงการ (ปี 2013-2017) ผู้ผลิตจะเริ่มใช้ขั้นตอนการผลิตขั้นต่ำในบราซิล (จาก 6 ขั้นตอนในปี 2013 เป็น 8 ขั้นตอนในปี 2016 ) เพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและส่วนประกอบด้านเทคโนโลยีรถยนต์ เพิ่มการประหยัดน้ำมัน (เพิ่มอีก 12% จนถึงปี 2017)

แม้ในช่วงแรกผู้นำเข้ารถยนต์ซึ่งโดยมากนำเข้ามาจากเอเชียจะพบอุปสรรคอย่างหนักจากโครงการนี้ เนื่องจากอัตราภาษีรถยนต์ที่สูงขึ้น แต่ผู้นำเข้าเหล่านี้ได้ทำการปรับตัว มีผู้นำเข้า 15 รายที่เข้าร่วมโครงการนี้และสัญญาว่าจะปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานให้ได้ถึงระดับหนึ่ง สามารถทำตามขั้นตอนหลายขั้นในการผลิตและวิศวกรรมโครงสร้างในบราซิล ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาในบราซิล เสริมกำลังการผลิตของผู้จัดหาในบราซิล และปฏิบัติตามโครงการ Vehicle Labeling ของรัฐบาล ฯลฯ ผู้ผลิตรถยนต์ไทยควรทราบในข้อนี้และวิเคราะห์ว่าควรเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลเพื่อลดอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์หรือไม่ บริษัทข้ามชาติหลายแห่งได้เริ่มอัดฉีดเงินลงทุนใหม่เพื่อผลิตเครื่องยนต์และรถยนต์รุ่นใหม่ในประเทศ เนื่องจากบราซิลเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้เชื่อใจว่าจะได้รับผลตอบแทนทางการลงทุนและมีความต้องการซื้อสินค้าของตน

ในส่วนอะไหล่รถยนต์ บริษัทที่ซื้ออะไหล่ในประเทศจะได้รับเครดิตภาษี (จากอัตราภาษีใหม่ที่เรียกเก็บเพิ่ม 30%) ตามสัดส่วนการซื้ออะไหล่นั้น อย่างไรก็ดี อะไหล่รถยนต์ของบราซิลยังสู้ตลาดโลกไม่ได้ ทำให้สินค้านำเข้าเติบโตขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนเกิดการขาดดุลการค้า (กว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 1.8 แสนล้านบาทในปี 2013) นี่อาจจะเป็นโอกาสสำหรับบริษัทอะไหล่และอุปกรณ์รถยนต์ของไทย หากราคาสินค้าต่ำกว่าสินค้าในบราซิล แม้บริษัทรถยนต์ในบราซิลจะได้รับแรงจูงใจทางภาษีในการซื้ออะไหล่ในประเทศ แต่สินค้านำเข้าจากไทยอาจน่าสนใจกว่าในแง่ของราคา นอกจากนี้ สถานการณ์นี้อาจดำเนินต่อไปในระยะสั้นหรือระยะกลาง หากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงในอุตสาหกรรมยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อไปในบราซิล


เม็ดเงินลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์มีดังนี้




ที่มา : MDIC ข้อมูลเสริมจาก UNO

คำแนะนำ

แม้จะมีมาตรการปกป้องทางการค้าสูงในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของบราซิล แต่แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้ขับเคลื่อนความต้องการสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมให้สูงขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักเนื่องจากกำลังการผลิตในประเทศมีอย่างจำกัดและสินค้านำเข้ามักมีราคาดี ผู้จัดหาชิ่นส่วนและอะไหล่เหล่านี้มักมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศแถบเอเชีย

กระบวนการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่บ่อน้ำมันใต้ชั้นเกลือ

จากข้อมูลที่เผยแพร่โดยกลุ่มโอเปก (OPEC) พบว่าบราซิลกำลังจะก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบธรรมดาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก โดย National Agency of Petroleum, Natural Gas and Biofuels (ANP) และนักวิเคราะห์ตลาดทั่วโลกได้ประมาณตัวเลขน้ำมันดิบคุณภาพสูงใต้ระดับชั้นเกลือไว้ถึง 5-8 หมื่นล้านบาร์เรล ซึ่งมีการค้นพบน้ำมันไปแล้ว 15,800 ล้านบาร์เรลจากบ่อน้ำมันพาณิชย์ใต้ชั้นเกลือเฉพาะในเมืองลูลาและซาปินเนา ทั้งนี้ ข้อมูลของ Pretobras ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซแห่งชาติระบุไว้ว่าปัจจุบันกำลังการผลิตน้ำมันในระดับใต้ชั้นเกลืออยู่ที่ 300,000 บาร์เรลต่อวันหรือประมาณ 15% ของปริมาณการผลิตทั้งประเทศ

การผลิตที่เพิ่มขึ้น การค้นพบแหล่งน้ำมันมหาศาลแหล่งใหม่ๆ และความเป็นไปได้ในการผลิตน้ำมันโดยใช้วิธีที่ต่างจากปกติ (Unconventional Oil) ส่งผลให้มีการแก้ระเบียบข้อบังคับเพื่อกระตุ้นเงินลงทุนโดยตรงในตลาด เพิ่มการวิจัยและพัฒนาและความร่วมมือจากต่างชาติในการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบราซิลประกอบไปด้วยบ่อน้ำมันและบ่อก๊าซธรรมชาติทั้งในและนอกชายฝั่ง และพัฒนาขึ้นภายใต้ระบบผูกขาดจากรัฐโดยบริษัทแห่งชาติ Petrobas ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการเปิดเสรีตลาดในปี ค.ศ. 1997 อุตสาหกรรมนี้ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อนึ่ง บราซิลรั้งตำแหน่งผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก เป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 และมีแหล่งน้ำมันที่ได้รับการพิสูจน์ขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 15 ของโลก

ในปี ค.ศ. 2013 รัฐบาลได้จัดการประมูลสัมปทานน้ำมันระดับใต้ชั้นเกลือในบ่อน้ำมันแคมโป เดอ ลิบราเมื่อเดือนตุลาคม ณ เมืองรีโอเดจาเนโร และผลที่ออกมาถือว่าเป็นไปด้วยดีโดยมีบริษัทต่างชาติเข้าร่วมประมูลด้วยถึง 60% (กล่าวคือบรัทเชลล์ โทเทิล CNPC และ CNOOC) และดังที่ประธานาธิบดีดิลมา รูสเซฟได้กล่าวเอาไว้ การประมูลครั้งนี้เป็นการสื่อให้เห็นว่ารัฐบาลเปิดรับนักลงทุนต่างชาติเข้ามายังอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศแล้ว

รัฐบาลบราซิลได้เตรียมความพร้อมเพื่อเปิดการประมูลอีกรอบในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้ออย่างชัดเจนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการเข้าร่วมประมูลครั้งต่อไป

กระบวนการเข้าร่วมประมูล

ผู้ร่วมประมูลจะสามารถเข้าร่วมกระบวนการนี้ได้ในขั้นแรกโดยปฏิบัติดังนี้

  • ยื่นเอกสาร “แสดงความจำนงเข้าร่วมประมูล” อันประกอบด้วยแบบยื่นข้อเสนอการประกวดราคาจ้าง แต่งตั้งผู้แทนพร้อมออกหนังสือมอบอำนาจและให้อำนาจพิเศษในการรับผิดชอบกระบวนการร่วมประมูล
  • ยื่นหนังสือข้อตกลงการรักษาความลับและใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนบริษัท (หรือเอกสารอื่นที่แสดงการจดทะเบียนบริษัท) และค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมประมูล
    • ไม่มีข้อจำกัดในการเข้าร่วมประมูลในกรณีที่ผู้ร่วมประมูลเป็นนิติบุคคลต่างชาติอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม นอกจากจะต้องพิสูจน์ว่าบริษัทดำเนินงานตามข้อกฎหมายของประเทศบ้านเกิดแล้ว นิติบุคคลดังกล่าวจะต้องยื่นเอกสารที่จำเป็นซึ่งได้รับการรับรองแล้ว หากเป็นเอกสารในภาษาต่างประเทศ จะต้องได้รับการแปลเป็นภาษาโปรตุเกสและรับรองทางกฎหมายโดยนักแปลด้านกฎหมายที่ผ่านการรับรองแล้ว นอกจากนี้ ยังจะต้องแสดงจำนงที่ชัดแจ้งว่าจะจัดตั้งบริษัทในบราซิลและรับประกันผลการดำเนินงานของบริษัทดังกล่าว ข้อสำคัญที่ควรทราบคือสัญญาสัมปทานจะมีผลผูกมัดกับการดำเนินการตามความจำนงดังกล่าวอย่างสมบูรณ์
  • ขั้นตอนต่อไปคือการยืนยันคุณสมบัติเชิงเทคนิค กฎหมาย และการเงินโดยจะมีการแจ้งเกณฑ์ที่ใช้ประเมินในประกาศสาธารณะฉบับต่อไป มูลค่าทรัพย์สินสุทธิขั้นต่ำตามข้อกำหนดการประมูลรอบที่ 10 ที่จัดขึ้นช่วงปลายปี ค.ศ. 2008 ระบุไว้ที่ 20-50 ล้านเรอัลโดยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติเชิงเทคนิคของผู้เข้าร่วมประมูลตามที่กำหนดไว้

Petrobras

Petrobras เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบราซิล โดยเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งชาติที่ดำเนินกิจการน้ำมัน ก๊าซ และเชื้อเพลิงชีวภาพแบบครบวงจรและมีธุรกิจหลายแขนงในอุตสาหกรรม ทั้งการสำรวจ วิจัย กลั่น ขนส่ง และจัดหาพลังงาน และถือเป็นบริษัทน้ำมันครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ ยังมีการผลิตและห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร ทั้งการสำรวจ ธุรกิจปลายน้ำ การจัดจำหน่าย ก๊าซและพลังงาน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเชื้อเพลงชีวภาพ ทั้งนี้ Petrobras ถือเป็นองค์กรลงทุนรายใหญ่ที่สุดของบราซิลโดยวางโปรแกรมรายจ่ายฝ่ายทุนสูงถึง 235,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7 ล้านล้านบาท) ในช่วง 5 ปีข้างหน้าด้วยมูลค่ากิจการในตลาด 1.2-1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6-3.9 ล้านล้านบาท) โดยเน้นไปที่การสำรวจและผลิตน้ำมันเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมธุรกิจปลายน้ำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปละตินอเมริกา อันประกอบด้วยโรงกลั่น การขยายกองเรือและระบบการจัดการการส่งสินค้า และการลงทุนในคุณภาพน้ำมันเพื่อลดค่าซัลเฟอร์ เพื่อให้แผนธุรกิจที่วางไว้สัมฤทธิ์ผล Petrobras จะมีความต้องการใช้เครื่องมือและสินค้าต่อไปนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

  หน่วย 2012 2013 2014 2015 2016 2017 รวม
กังหัน (ในฝั่ง) ตัน 28,681 28,681 28,681 28,681 28,681 28,681 172,084
กังหัน (นอกฝั่ง) ตัน 13,947 13,947 13,947 13,947 13,947 13,947 83,682
ท่ออ่อน กม. 743 616 713 957 1,471 1,478 5,977
เส้นท่อแนวตั้ง กม. 210 173 311 441 544 682 2,361
กังหัน (ก๊าซ) เครื่อง 41 38 18 12 16 26 151
กังหัน (ไอน้ำ) เครื่อง 28 91 67 0 0 17 203
โลหะผสมพิเศษสำหรับวางท่อและงานหล่อ ตัน 2,470 3,293 2,027 6,256 11,525 11,854 41,325
กังหันไฟฟ้า เครื่อง 32 37 12 8 12 37 138
เชือกโพลีเอสเตอร์สำหรับโยงเรือ กม. 182 249 319 113 170 114 1,147
ท่อไฟเบอร์กลาสสำหรับส่งน้ำมัน กม. 425 128 353 353 353 353 1,966
สายไฟสำหรับ CSP กม. 9,562 8,487 10,073 10,363 0 0 38,485
เครื่องผลิตไอน้ำ เครื่อง 0 0 0 0 0 0 0
เตาปฏิกรณ์ HCC เครื่อง 0 5 0 0 4 0 9
หม้อไอน้ำโลหะผสมพิเศษ เตาปฏิกรณ์ เสารับส่งสัญญาณ และพาชนะรับแรงดัน เครื่อง 64 79 67 0 4 5 219
เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน เครื่อง 7 61 63 65 0 0 196
เตาแปรสภาพ เครื่อง 3 6 0 0 0 0 9
ที่มา : ข้อมูลจากฝ่ายจัดซื้อของ Petrobras

โครงการต่างๆ ในบราซิลจะยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในอีกหลายปีข้างหน้านี้

พื้นที่บ่อน้ำมันนี้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งเมืองรีโอเดจาเนโร เมืองเอสปิริโต ซานโต และเมืองเซาเปาลู

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน: เกิน 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 195,000 แสนล้านบาท) มีแท่นขุดเจาะน้ำมัน 12-18 แท่นและเรือบรรทุกน้ำมัน 60-90 ลำ กำลังการผลิตสูงสุด: 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน


ที่มา : Petrobras ข้อมูลปี 2014

การประมูลบ่อน้ำมันระดับใต้ชั้นเกลือจะให้สิทธิ์ในข้อตกลงสัญญาแบ่งปันผลผลิต ขั้นตอนการประมูลใบอนุญาตในรอบแรกเป็นการวางข้อกำหนดเบื้องต้น กระบวนการประมูล และข้อตกลงสัญญาพาณิชย์หลักว่าด้วยการแบ่งปันผลผลิต

บริษัทที่สนใจเข้าร่วมประมูลจะต้องผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นและยื่นหลักฐานที่แสดงถึงความสามารถในเชิงเทคนิคและการเงินที่จำเป็นในการดำเนินกิจการ บริษัทที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นจะสามารถยื่นประมูลเป็นบริษัทเดี่ยวหรือกิจการค้าร่วมที่ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 5 รายได้ โดยสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งรายจะต้องผ่านข้อกำหนดเชิงเทคนิคและการเงินระดับสูงสุด (“ระดับ ก”) ทั้งนี้ ANP ได้พยายามปรับกระบวนการให้ง่ายขึ้นสำหรับบริษัทที่เคยผ่านกระบวนการขอใบอนุญาตมาแล้ว เพื่อให้บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ผู้ดำเนินการแบบ ก. และ ข. ในรอบการประมูลใบอนุญาตครั้งที่ 11 สามารถยื่นคำขอให้ ANP พิจารณาเอกสารที่ยื่นไปแล้วก่อนหน้านี้ได้

การเข้าร่วมขั้นตอนการประมูลนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง โดยบริษัทที่เข้าร่วมประมูลแต่ละรายจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมประมูลเป็นเงิน 2,067,400 เรอัล (ราว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 30 ล้านบาท) ก่อน จึงจะได้รับซองประมูล

Petrobras ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติสามารถตัดสินใจเข้าร่วมการประมูลเป็นบริษัทเดี่ยวหรือร่วมกลุ่มกิจการร่วมค้าที่ก่อตั้งขึ้นก่อนการประมูลได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม กฎหมายว่าด้วยการผลิตน้ำมันใต้ระดับชั้นเกลือได้กำหนดไว้ว่า Petrobras จะต้องเป็นผู้ดำเนินงานและถือผลประโยชน์อย่างน้อย 30% ในกิจการร่วมค้าที่ชนะการประมูลนั้นๆ รวมทั้งจ่ายโบนัสการลงนามสัมปทานตามสัดส่วนการถือผลประโยชน์ด้วย

ตามระบบแบ่งปันผลผลิต บริษัทเอกชนจะเป็นผู้รับความเสี่ยงในการสำรวจและพัฒนาและสามารถคืนทุนได้เมื่อมีการค้นพบและพัฒนาแหล่งน้ำมันเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ หลังจากที่เริ่มการผลิตแล้ว บริษัทเหล่านี้จะได้รับตกเบิกค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์รายได้ที่เกิดจากยอดขายน้ำมัน (น้ำมันต้นทุน) ในรอบนี้ เปอร์เซ็นต์น้ำมันต้นทุนกำหนดไว้สูงสุดที่ 50% ของมูลค่าการผลิตรวมในช่วง 2 ปีแรกและ 30% ของมูลค่าการผลิตรวมในปีต่อมาทุกปี

ข้อตกลงสัญญาแบ่งปันผลผลิตครอบคลุมระยะเวลา 35 ปี โดยแบ่งเป็นระยะสำรวจ 4 ปีและระยะพัฒนาและผลิตอีกไม่เกิน 31 ปี ผู้ร่วมประมูลจะต้องจัดหาสินค้าและบริการที่ใช้ในการสำรวจบ่อน้ำมันลิบราอย่างน้อย 37% จากในท้องถิ่น (หรือที่เรียกว่า “วัสดุในท้องถิ่น”) และตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 55% ในระยะการผลิต มีการกำหนดคำมั่นสัญญาในการจัดหาวัสดุในท้องถิ่นในรอบประมูลใบอนุญาตทุกรอบตั้งแต่รอบประมูลที่ 6 ในปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นไป และถือเป็นเกณฑ์หนึ่งที่ใช้ในการตัดสินชนะการประมูล ส่วนเปอร์เซ็นต์วัสดุในท้องถิ่นในรอบการประมูลบ่อน้ำมันใต้ระดับชั้นเกลือนั้นมีการกำหนดไว้ตายตัวและไม่นำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการประมูล แม้เปอร์เซ็นต์ที่กำหนดจะค่อนข้างสอดคล้องกับการประมูลพื้นที่นอกชายฝั่งในการประมูลใบอนุญาตรอบสุดท้ายก็ตาม ตัวเลขนี้มีความสำคัญกับผู้เข้าร่วมประมูลเนื่องจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ผลิตในบราซิลยังคงแตะระดับที่สูงกว่าน้ำมันและก๊าซที่ผลิตได้ใกล้เคียงกันในตลาดโลกมากนัก

พระราชบัญญัติ

ANP มีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมน้ำมันให้เป็นไปตามกฎหมายปิโตรเลียม (พ.ร.บ. 9478/1997) กฎหมายก๊าซธรรมชาติ (พ.ร.บ. 11909/2009) กฎหมายพลังงานเอทานอล (พ.ร.บ. 12.490/2011) และกฎหมายน้ำมันใต้ระดับชั้นเกลือ (พ.ร.บ. 12.276/2010, 12.304/2010, 12.351/2010, 12.734/2012)